Log in Click on this
ในส่วนของประเทศไทยพบว่า คนไทยทำตุ๊กตามานมนาน โดยเฉพาะตุ๊กตา ดินเผา และตุ๊กตาดินเหนียว ซึ่งส่วนใหญ่ จะเกิดจากความเชื่อตามคตินิยม ความเชื่อทางศาสนาความเชื่อเรื่องโชคลาง ซึ่งเป็นชีวิตประจำวัน
ชั่วชีวิตของคนไทยตั้งแต่เกิดจนดับจะมีความเกี่ยวข้องกับความเชื่ออยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะสะท้อนออกมาในงานศิลปกรรม หัตถกรรม วิถีชีวิตของคนไทยตั้งแต่อดีต ตามหลักฐานที่พบเห็น พบว่าในสมัยก่อนโบราณสถานโบราณวัตถุถูกสร้างเพื่อ ตอบสนองความเชื่อทางศาสนา ไสยศาสตร์ การทำตุ๊กตาดินเผาตุ๊กตาดินเหนียว และตุ๊กตาดินเคลือบของคนไทยในอดีต หรือแม้แต่ในปัจจุบัน ยังคงเป็นไปเพื่อการเซ่นไหว้ บูชา บวงสรวง ตามความเชื่อถือตามคติท้องถิ่นต่าง ๆ อยู่ เช่น การใช้ตุ๊กตาเป็นสิ่งตัวแทนของศัตรู ในการทำลายศัตรูโดยเวทมนตร์คาถาเสกเป่าทำร้าย โดยใช้เข็มเสียบตามอวัยวะ ตุ๊กตาที่เป็นตัวแทนของศัตรู หรือหักแขนหักขาของศัตรูเพื่อให้เกิดอันตราย เกิดความเจ็บปวดหรือความตายขึ้นแก่ศัตรู ตัวจริง ตุ๊กตาดินเผาและตุ๊กตาเคลือบยุคแรกของไทยเท่าที่พบกันมากเป็นตุ๊กตาของสมัยอู่ทอง ซึ่งมีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 17-20 ทำเป็นรูปคนและสัตว์ตุ๊กตาที่เป็นรูปคนจะเป็นรูปชายหญิงที่มีการแต่งกายคล้ายกับชาวอินเดีย คือ นุ่งกระโจงเบน มีทรงผมทั้งแบบแสกกลางและปล่อยยาวประไหล่คล้ายผมโป่งตุ๊กตาดินเผาอู่ทองนี้ อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ได้ให้ข้อ สันนิษฐานไว้ว่า "รูปปั้นตุ๊กตาที่ปั้นขึ้นอาจจะเป็นรูปเหมือนของผู้ตาย ซึ่งเมื่อเผาแล้วญาติพี่น้องก็นำเอาอัฐิมาใส่โกศไว้บูชา เช่นเดียวกับพวกอียิปต์และเอตรูสกัน ที่ไม่มีโอกาสทำมัมมี่ศพของผู้ตาย จึงเก็บรูปปั้นตุ๊กตาของผู้ตายและกระดูกของผู้ตาย ไว้ให้ลูกหลานได้กราบไหว้บูชา ซึ่งคนไทยปัจจุบันยังคงปฏิบัติอยู่"
ในสมัยสุโขทัยมีการทำตุ๊กตาดินเผาและตุ๊กตาเคลือบกันมาก (พุทธศตวรรษที่ 19-20) ทำเป็นแบบต่าง ๆ หลายแบบ ทั้งที่เป็นของใช้ภายในบ้านมีทั้งรูปคนและรูปสัตว์ เช่น ตุ๊กตาแม่กับลูก ตุ๊กตาครอบครัว ตุ๊กตาเด็กเล่น ตุ๊กตาเด็กกับสัตว์ เป็นต้น
ตุ๊กตาดินเผาและตุ๊กตาเคลือบในสุโขทัย นิยมทำเป็นเครื่องใช้ในบ้าน เช่น เหยือกน้ำรูปหงส์ตะเกียงใส่น้ำมัน เป็นรูปช้าง สี่ตัวหันหลังชนกันแจกันช้างชูงวงจับดอกบัว คนขี่ช้าง ตุ๊กตาเหล่านี้จะเคลือบด้วยน้ำยาเคลือบเซลาดอนสีเขียวอ่อน หรือที่เรียกว่า เขียวไข่กา
"อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น"
คำพังเพยโบราณนี้แสดงให้เห็นว่า การปั้นตุ๊กตารูปคน รูปสัตว์มีมาแต่โบร่ำโบราณ ทั้งที่สร้างขึ้นตามความเชื่อทาง ไสยศาสตร์ และสร้างขึ้นเป็นของเล่นเพื่อความสนุกสนานของเด็กคำพังเพยนี้ ยังได้บอกให้รู้ว่าคนไทยนั้นมีนิสัยใน การปั้นมาแต่เด็ก เพราะเด็กไทยแต่โบราณนั้นจะมีของพื้น ๆ ง่าย ๆ โดยอาจทำขึ้นเองหรือผู้ใหญ่ทำให้จากวัสดุที่หาง่าย ๆ แม้จะมีเพียงดินเหนียวสักก้อน ก็สามารถเอามาปั้นเป็นรูปสัตว์ ช้าง ม้า วัว ควาย เล่นได้อย่างสนุกสนาน และคงจะเห็นว่า การปั้นช้าง ม้า วัว ควาย ด้วยดินเหนียวนั้นง่าย ทุกคนสามารถทำได้ จึงเกิดคำพังเพยนี้ขึ้น
พระยาอนุมานราชธน หรือเสฐียรโกเศศ เขียนไว้ในหนังสือพื้นความหลังว่า “ตุ๊กตาที่มีดื่นคือตุ๊กตาล้มลุกและตุ๊กตาเจ้า พราหมณ์นั่งเท้าแขนสำหรับเด็กผู้หญิงและจะมีอะไรอื่นอีกนึกไม่ออก ตุ๊กตาล้มลุกไม่จำเป็นต้องพรรณา เพราะยังมีเหลือ มาจนทุกวันนี้ ส่วนตุ๊กตาเจ้าพราหมณ์ยังคงมีอยู่ตามชนบท เคยเห็นเขาเอาไปตั้งถวายเจ้าตามศาลเทพารักษ์เพื่อแก้บน เป็นต่างว่าถวายผู้หญิงให้เป็นนางบำเรอ คือเป็นสาวใช้ให้ท่าน ถ้าไม่ทราบเรื่องก็อาจเข้าใจกลายเป็นว่าเจ้าเทพารักษ์ชอบ เล่นตุ๊กตา ไปถึงตรงนี้นึกออกแล้วว่ายังมีหน้ากากหัวโขนและชฎาทำด้วยใบลานสีเขียว ๆ แดง ๆ สิ่งเหล่านี้ในปัจจุบัน ยังมีอยู่ไม่เห็นก้าวหน้าในเครื่องประดิษฐ์ดีไปกว่าเก่ากี่มากน้อยเพราะ ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะต้องสูญหายไปเป็นธรรมดา ถ้าไม่ปรับปรุงแก้ไขให้ก้าวหน้า เพราะสู้ของต่างประเทศเขาไม่ได้ มันจะกลายเป็นว่าตุ๊กตาดั้งเดิมของไทยไม่มี ถึงมี ก็เป็นตุ๊กตาสำหรับประดับไว้ดูเล่น”
ตุ๊กตาเสียกบาล เป็นตุ๊กตาที่สร้างขึ้นจากความเชื่อถือของคนไทย ที่มีความเชื่อว่าทำขึ้นเพื่อปัดเป่าอันตราย มักทำขึ้น เมื่อมีคนเจ็บป่วย หรือคนคลอดลูกในครัวเรือน โดยนำดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปตุ๊กตาเล็ก ๆ นั่งพับเพียบ ตุ๊กตานี้อาจเป็น ดินเหนียวหรือดินเผา มีทำกันมากตั้งแต่สมัยสุโขทัยแต่ที่พบส่วนมากเป็นตุ๊กตาที่ไม่มีหัวแต่ก็พบตุ๊กตาที่มีส่วนหัว สมบูรณ์ตามเตาเผาของสุโขทัยบ้างเช่นกัน
ความเชื่อเกี่ยวกับตุ๊กตาเสียกบาลเกิดจากการแพทย์สมัยโบราณที่ยังล้าสมัย การทำคลอดต้องอาศัยหมอตำแย จึงอาจเกิด อันตรายขึ้นได้กับแม่และลูก ที่เรียกันว่า “ตายทั้งกลม” คือ ตายทั้งแม่และลูก จึงเกิดพิธีขับไล่ผีขึ้น โดยการทำอุบายหลอกผี โดยปั้นตุ๊กตาเป็นรูปแม่อุ้มลูก ใส่เบาะทำด้วยกาบกล้วยพร้อมเครื่องเซ่นไหว้ นำไปวางทิ้งไว้ยังทางสามแพร่งเพื่อให้ผี ฉงนทาง หรือหลงทางส่วนรูปปั้นที่เคยหักหรือไม่มีหัวนั้น คงจะเป็นการหักออก หรือต่อยออกโดยหมอผีเพื่อเป็นการฆ่า วิญญาณของผีก็เป็นได้หรือประการหนึ่งคือ การหักคอตุ๊กตาเสียกบาล อาจเป็นการแก้บนหรืออุทิศหัวของตุ๊กตาให้ผี แทนที่ผีจะมาเอาชีวิตแม่และลูก ก็ให้ผีเอาตุ๊กตาไปแทน เพื่อเป็นกลลวงผี
ดังที่ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงนิพนธ์ไว้ในเรื่องเสียกบาลตอนหนี่งว่า “อุบายเสียกบาลอยู่ใน ประเภทลวงผีมีกทำในเวลามีคนเจ็บไข้ส่อว่าถูกผีกระทำ หรือทำเมื่อขึ้นปีใหม่เพื่อจะให้ผีสำคัญว่าได้คนในครัวเรือน ไปแล้ว ไม่มาค้นหาตัวในที่นั้นลักษณะการเสียกบาลในกรุงเทพฯ ว่าตามที่เคยเห็นมาแล้วแต่เด็กเอาดินเหนียวมาปั้นหุ่น (อย่างตุ๊กตา) แทนตัวคน จะให้แทนคนไหนเอาของที่คนนั้นใช้ เช่น ตัดเศษผ้านุ่งห่มเอาไปแต่งเป็นสำคัญ”
คำว่า “กบาล” มีผู้ให้ความหมายเป็นสองนัยคือ กบาล อาจจะหมายถึง “หัว” หรือ “พื้นที่” ตุ๊กตาเสียกบาลอาจหมายถึง เสียหัว หรือเสียที่ เช่น “ตัดกบาลกระบือคงเด็จหวิ้น” (จากนิราศนรินทร์) “กบาลเมืองหรือเรียกเครื่องภาชนะที่ใส่ เครื่องเซ่นไหว้ และตุ๊กตาไปวางไว้ที่ทางสามแพร่งว่า กะบะหรือกบาล เช่น มีกล่าวไว้ในบนเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ว่า“ เอาเหล้าข้าวใส่กบาลเซ่นวัก” เป็นต้น
การทำตุ๊กตาเสียกบาลนี้ยังคงมีทำกันอยู่ตามความเชื่อถือดังกล่าวแล้วในชนบทในบางท้องถิ่น ที่ยังคงมีความเชื่อถือ เรื่องผีสางและเวทมนตร์คาถาอยู่ เรื่องของตุ๊กตาเสียกบาลนี้ได้แสดงให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของคนไทยในอดีต ที่ยังต้องอาศัยความเชื่อทางไสยศาสตร์เป็นเครื่องจรรโลงจิตใจในขณะที่ไม่มีสิ่งอื่นที่มาช่วยทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น
ตุ๊กตาในประเทศ
การทำตุ๊กตาของคนไทยได้ทำสืบต่อมาจนถึงสมัยอยุธจยาและสมัยรัตนโกสินทร์ ส่วนมากก็ยังคงทำขึ้นตามความเชื่อ ทางไสยศาสตร์อยู่เช่นเดิมและบางส่วนมีการนำเข้าจากประเทศจีน เช่น ตุ๊กตาฮก ล๊ก ซิ่ว ซึ่งเป็นเครื่องลายครามจนมา ถึงสมัยราชกาลที่ 4 จึงมีผู้คิดทำตุ๊กตาชาววังซึ่งเป็นตุ๊กตาปั้นด้วยดินเหนียว เป็นตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ ที่มีหน้าตา ทรงผม การแต่งตัว เครื่องประดับ ตลอดจนกิริยาท่าทางที่เลียนแบบมาจากชาววังหรือข้าราชบริพารฝ่ายใน ซึ่งทำขึ้นเพื่อเป็น ของที่ระลึกหรือตั้งไว้ดูเล่น เป็นตุ๊กตาที่จำลองมาจากชีวิตของผู้คนในวัง แสดงให้เห็นขนบประเพณี และวัฒนธรรม ของคนในรั้วในวัง ตุ๊กตาชาววังที่ทำขึ้นมักจะมีขนาดเล็กมาก บางตัวจะมีขนาดเท่าหัวไม้ขีดเท่านั้น การปั้นจึงต้อง อาศัยความประณีตบรรจงเป็นอย่างมาก การทำตุ๊กตาชาววังของคนไทยได้สูญหายไประยะหนึ่ง เพิ่งจะมามีการรื้อฟื้น และทำขึ้นใหม่ที่หมู่บ้านบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง โดยเป็นโครงการในพระบรมราชินูปถัมภ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เพื่อนำไปเป็นของที่ระลึกหรือตั้งไว้ดูเล่น
ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นช่วงรุ่งเรืองของเครื่องถ้วยไทยมีการนำเข้ามาจากทั้งทางจีน ญี่ปุ่น และฝรั่ง จึงมีการนำ ตุ๊กตาเข้ามาขายบ้างแต่ก็ไม่มากนัก ส่วนใหญ่แพร่หลายในบ้านคหบดี
ในสมัยรัชกาลที่ 6-8 เป็นช่วงที่ไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การแพร่หลายของตุ๊กตาเซรามิกจะมีไม่มาก ส่วนใหญ่ จะเน้นหนักไปในเรื่องของเครื่องถ้วย ภาชนะใช้ภายในครอบครัวเสียมากกว่า เพิ่งจะมาโดดเด่นอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 9 เมื่อประมาณไม่เกิน 40 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากไทยเริ่มมีโรงงานผลิตเซรามิกประเภทของที่ระลึกของชำร่วยเพื่อการส่งออก ทั้งที่กรุงเทพฯ ปทุมธานี สมุทรสาคร และลำปางขึ้นเป็นจำนวนมากและรูปแบบของตุ๊กตาได้มีการปรับเปลี่ยนไป หลากหลายและในปัจจุบันไทยสามารถผลิตชิ้นส่วนตุ๊กตาประกอบเป็นตัวที่สามารถขยับเขยื้อนได้ เช่นภาพจากปกในฉบับนี้
ตุ๊กตา
ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกขนาดเล็ก เครื่องปั้นดินเผาประเภทนี้ มักทำเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งย่อส่วนมาจากเครื่องใช้ของจริง เพื่อทำเป็นของจำลองหรือของเล่นขนาดเล็ก โดยใช้กรรมวิธีการผลิตในการเคลือบหลายลักษณะตามที่ได้กล่าวมาแล้ว เช่น เครื่องลายคราม เครื่องเคลือบสี เป็นต้น ปัจจุบันรูปแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกมักจะทำเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ ต่างๆ รวมทั้งรูปสัตว์ในธรรมชาติ ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับนักสะสมของประดับขนาดจิ๋ว มีผู้ผลิตจำนวนหลายรายเพราะ ใช้พื้นที่น้อย สามารถทำเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนได้ โดยใช้เตาเผาขนาดเล็กแหล่งผลิตสำคัญอยู่ในท้องที่ จังหวัดลำปาง เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร



