
กระเบื้องยุคใหม่
การผลิตกระเบื้องเซรามิกยุคใหม่ในประเทศไทย พบว่า ประมาณก่อนปี พ.ศ.2500
กระเบื้องปูพื้นและบุผนังจะผลิตกัน
เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน การผลิตในลักษณะโรงงานอุตสาหกรรมจะเป็นโรงงานขนาดเล็ก
โดยใช้เทคโนโลยี
ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษที่ค่อนข้างล้าหลังกระเบื้องที่ผลิตออกมาจึงมักไม่ค่อยได้มาตรฐานเท่าที่ควร
ประกอบกับความรู้ของผู้บริ-โภคที่จะรู้ถึงคุณภาพของสินค้าก็มีน้อย

กระเบื้องพื้นเมือง
ฉะนั้นในระยะนั้นจึงมีผู้นำกระเบื้องที่ได้มาตรฐานและมีสีสันสวยงามจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย
เช่น ญี่ปุ่น อิตาลี
และเยอรมนี เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำการปฏิวัติในปี พ.ศ. 2502 จึงได้กำหนดนโยบายที่จะพัฒนา
อุตสาหกรรมของประเทศให้ทัดเทียมกับอารยประเทศทั้งหลายและได้ตั้งคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน
(BOI) ขึ้น เพื่อวางรากฐานการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมของชาติ
ประกอบกับได้มีการสำรวจ
ค้นพบแหล่งดินขาวจำนวนมาก ที่ จ.ลำปางและที่ จ.ระนอง รวมทั้งแร่ฟันม้าที่
จ.ตาก อันเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการ
ผลิตผลิตภัณฑ์เซรามิก
กระเบื้องต่างประเทศ
ด้วยปัจจัยหลัก 2 ประการนี้ ทำให้อุตสาหกรรมเซรามิกได้ก่อกำเนิดขึ้น
และได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้เกิดโรงงาน
ผลิตเครื่องถ้วยชามขึ้นที่อ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร และที่ จ.ลำปาง โดยใช้เทคโนโลยีที่มาจากประเทศญี่ปุ่น
โดยที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 เน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในด้าน
สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ทำให้ความจำเป็นที่จะใช้วัสดุก่อสร้างมีมากขึ้น
ประเทศไทยในขณะนั้นยังไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตกระเบื้องเซรามิก
จึงทำให้เกิดแนวความคิดขึ้นมาว่า
ทำไมประเทศไทยไม่คิดทำขึ้นเอง ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีแหล่งวัตถุ-ดิบ รัฐบาลก็ให้ความสนับสนุนให้เอกชนลงทุน
ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า ความคิดอันนี้จึงปรากฎเป็นความจริง
เมื่อกลุ่มนักลงทุนมองเห็น
ว่าวัสดุตกแต่งอาคารจำพวกกระเบื้องน่าจะมีอนาคตที่แจ่มใส เพราะประเทศไทยกำลังอยู่ในยุคที่กำลังพัฒนา
ความต้องการใช้วัสดุตกแต่งภายในอาคารจะต้องมีมาก จึงได้ร่วมลงทุนกับผู้แทนจำหน่ายกระเบื้องต่างประเทศ
ซึ่งมีประสบการณ์ในด้านตลาดดี ก่อตั้งโรงงานกระเบื้องบุผนัง โมเสก และสุขภัณฑ์ขึ้น
โดยใช้เทคโนโลยีจาก
ประเทศญี่ปุ่นและเยอรมนีเริ่มมีการผลิตครั้งแรกในปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมา
ที่อ้อมน้อย จ.สุมทรสาคร และที่รังสิต
>ต่อจากนั้นอีกประมาณ 7-8
ปี ก็ได้มีการลงทุนสร้างโรงงานผลิตกระเบื้องปูพื้นและบุผนังเพิ่มขึ้นอีกที่
ต.หินกอง
อ.หนองแค จ.สระบุรี การผลิตกระเบื้องปูพื้นและบุผนังในระยะแรก ๆ จะผลิตแต่ขนาดเล็ก
ๆ ไม่เกิน 4”x4”
สำหรับกระเบื้องขนาดใหญ่ยังคงนำเข้ามาจากต่างประเทศเช่น ขนาด 8”x8” หรือ
12”x12” จนกระทั่งป
พ.ศ.2521 รัฐบาลได้ให้ความคุ้มครองอุตสาหกรรมเซรามิกในประเทศและได้ประกาศควบคุมการจำเข้าผลิตภัณฑ์
เซรามิกทุกชนิด จึงเป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนคิดที่จะผลิตกระเบื้องขนาดใหญ่
คือ 8”x8” โดยซื้อเทคโนโลยี
การผลิตจากประเทศอิตาลี
จากการที่รัฐบาลประกาศควบคุมการนำเข้าและตั้งกำแพงภาษีที่ค่อนข้างสูง
ทำให้กระเบื้องจากต่างประเทศไม่
สามารถเข้ามาแข่งขันได้ จึงเป็นแรงผลักดันให้การผลิตกระเบื้องขยายตัวอย่างรวดเร็ว
นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2524
เป็นต้นมา การผลิตจะกระจุกตัวกันอยู่ที่ อ.หนองแค
จ.สระบุรี เพราะใกล้แหล่งวัตถุดิบและมีท่อก๊าซธรรมชาติส่งไปยังโรงงานปูนซีเมนต์ของบริษัทปูนซิมเมนต์ไทยฯ
ที่ตั้งอยู่ที่ อ.ท่าหลวง กับ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เพราะการผลิตกระเบื้องเซรามิกที่ดีควรใช้เชื้อเพลิงสะอาด
ซึ่งแน่นอนจะต้องเป็นก๊าซธรรมชาติ
กระเบื้องประเภทต่าง
ๆ

ชนิดของกระเบื้องเซรามิก
กระเบื้องเซรามิกแบ่งออกตามลักษณะการนำไปใช้งานได้ 4 ประเภทดังนี้
คือ
1. กระเบื้องบุผนัง
กระเบื้องประเภทนี้จะออกแบบให้นำไปใช้สำหรับการบุผนังเท่านั้น เพราะสีเคลือบก็ดี
ตัวเนื้อกระเบื้องก็ดีจะมี
ความแข็งแกร่งไม่มากนัก แต่ก็มีความแข็งแรงเพียงพอกับการนำไปใช้งาน เนื่องจากการนำไปบุผนังไม่ต้อง
รับน้ำหนักมาก หรือรองรับแรงเสียดสีจากการใช้งานเหมือนกระเบื้องปูพื้น
กระเบื้องบุผนังจึงเน้นด้านความ
สวยงามเป็นหลัก ผิวหน้าจะมีความันวาวและมีการพิมพ์ลวดลาย หรือเล่นลวดลายให้สีเคลือบเกิดความสวยงาม
การเผากระเบื้องชนิดนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการเผา 2 ครั้ง คุณลักษณะที่โดดเด่น
คือ มีการดูดซึมน้ำประมาณ
14-16 % และขนาดเท่ากันเกือบทุกแผ่น เนื่องจากเทคโนโลยีในการผลิตกระเบื้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
ฉะนั้นในปัจจุบันจึงมีการผลิตกระเบื้องบุผนังที่เผาครั้งเดียว เพื่อประหยัดเงินลงทุนและเป็นการลดต้นทุน
การผลิตด้วย โดยที่คุณภาพยังดีเหมือนเดิมทุกประการขนาดสำหรับกระเบื้องบุผนังจะมีทั้งสี่เหลี่ยมจตุรัส
หรือ
สี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดที่ผลิตกัน ได้แก่ 41/4”x41/4”, 4”x8”, 8”x8”, 8”x12”
และ 12”x12” เป็นต้น
2. กระเบื้องปูพื้น
กระเบื้องปูพื้นเป็นกระเบื้องที่ได้รับการออกแบบเพื่อนำมาใช้กับงานปูพื้นอาคาร
หรือทางเดินสาธารณะคุณลักษณะ
ของกระเบื้องปูพื้นจึงมักจะต้องมีผิวหน้าของสีเคลือบด้าน หรือขรุขระเล็กน้อย
เพื่อป้องกันมิให้เกิดการลื่นไถลเวลา
เดิน ขณะเดียวกันตัวกระเบื้องจะต้องมีความแข็งแกร่งเพราะพื้นอาคารจะต้องมีการรับน้ำหนักจากการวางสิ่งของ
หรือมีของแข็งตกกระแทกพื้น นอกจากนั้นผิวเคลือบจะต้องทนแรงเสียดสีจากการใช้งานได้สูง
ทำให้อายุการใช้งาน
ยาวนาน ดังนั้น กระเบื้องปูพื้นโดยทั่วไปจะต้องมีการดูดซึมน้ำต่ำ ระหว่าง
0-6 % ขึ้นอยู่กับชั้นคุณภาพของกระเบื้อง
ที่ได้กำหนดไว้ในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ขนาดที่นิยมผลิตกันคือ 4”x8”,
8”x8”, 12”x12”, 16”x16”
และ 20”x20”
ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นกระเบื้องปูพื้นชนิดเคลือบเรายังมีกระเบื้องปูพื้นชนิดไม่เคลือบ
แต่ก็สามารถให้สีสันเหมือน
ชนิดเคลือบ รวมทั้งสามารถผลิตให้มีสีสันคล้ายกับลายหินอ่อน หรือลายหินแกรนิตธรรมชาติ
กระเบื้องปูพื้นชนิด
ไม่เคลือบนี้ แม้ว่าจะไม่ได้เคลือบสีให้ผิวหน้ามันวาว แต่ก็สามารถทำให้ผิวหน้ามันวาวได้
โดยใช้เทคโนโลยีในการ
ขัด ขัดผิวหน้าให้มันวาวได้ด้วยเครื่องขัดผิวเหมือนกับสารขัดผิวหินอ่อนและหินแกรนิตธรรมชาติขนาดที่ผลิตจะ
เหมือนกับกระเบื้องปูพื้นชนิดเคลือบสี
3. กระเบื้องโมเสก
กระเบื้องโมเสก หมายถึง กระเบื้องปูพื้นแผ่นเล็ก ๆ ตั้งแต่ขนาด 4”x4” ลงมาจนถึงขนาด
3/4”x3/4” ลักษณะสำคัญ
ของกระเบื้องโมเสกก็คือ จะมีการดูซึมน้ำต่ำกว่า 1 % ลงมา และจะต้องนำกระเบื้องแผ่นเล็ก
ๆ นี้มาเรียงกันเป็นแผง
บนตาข่ายพลาสติก และติดด้วยกาวที่ด้านหลังของกระเบื้องขนาดของแผงโมเสกจะโตประมาณ
1 ตารางฟุต
บางครั้งการเรียงติดกระเบื้องโมเสกเป็นแผงจะใช้กระดาษกาวทับลงไปบนหน้ากระเบื้อง
การนำกระเบื้องโมเสกไป
ติดตั้งไม่ว่าชนิดที่ติดด้วยตาข่ายพลาสติก หรือกระดาษ จะต้องนำไปติดทั้งแผงคือ
1 ตารางฟุต ถ้าเป็นตาข่ายจะ
วางทับลงบนกาวซีเมนต์ หากเป็นกระดาษเมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว จะต้องลอกเอากระดาษออก
เพื่อให้เห็นสีสันของกระเบื้อง
โดยคุณลักษณะของโมเสกที่มีการดูดซึมน้ำต่ำและมีความแข็งแกร่งสูงจะสามารถนำไปใช้ปูพื้นบุผนังภายในหรือ
ภายนอกอาคารได้โดยไม่มีปัญหา ทนต่อการใช้งานได้ทุกสภาพอากาศ ขนาดที่นิยมผลิตกันก็คือ
1”x1”, 2”x2”, 3”x3”,
4”x4”, 3 /4”x3 /4”, 11 /3”x11 /3” และ 21 /4”x21 /4”
4. กระเบื้องบุผนังภายนอกอาคาร
กระเบื้องบุผนังภายนอกอาคาร หมายถึง กระเบื้องปูพื้น หรือกระเบื้องโมเสกนั่นเอง
เพียงแต่นำไปติดตั้งภายนอกอาคาร
แทนการทาสี เพราะมีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมมากกว่าสีที่ใช้ทา อีกทั้งไม่เกิดการหลุดล่อนเมื่อใช้งานไประยะเวลา
หนึ่ง กระเบื้องบุผนังภายนอกอาคารมีคุณลักษณะพิเศษแตกต่างกับกระเบื้องปูพื้นโดยทั่วไปคือ
จะต้องมีการดูดซึมน้ำ
ต่ำกว่า 2 % ลงมาเพื่อป้องกันมิให้สีเคลือบหลุดล่อนจากตัวกระเบื้องเนื่องจากกระเบื้องจะถูกแดดและถูกฝน
เกิดอาการ
ร้อนและเย็นตลอดเวลา ถ้าหากกระเบื้องมีการดูดซึมตัวสูง ตัวกระเบื้องจะดูดน้ำเข้าไปได้มาก
เมื่อกระเบื้องได้รับความร้อน
จากแสงแดดจะทำให้เกิดการขยายตัว และเวลากลางคืนก็จะยุบหดตัวก่อให้เกิดแรงเครียดขึ้นที่รอย
ต่อระหว่างสีเคลือบ
กับตัวกระเบื้อง ปฏิกิริยาอันนี้เมื่อเกิดซ้ำ ๆ กันเป็นเวลาหลาย ๆ ปี จะมีผลให้สีเคลือบหลุดล่อนออกมาได้ลักษณะพิเศษ
อีกประการหนึ่งของกระเบื้องบุผนังภายนอกอาคาร ก็คือ ด้านหลังกระเบื้องไม่ว่าจะเป็นโมเสกหรือกระเบื้องปูพื้นจะต้อง
ออกแบบให้เป็นลิ่ม เพื่อให้สามารถยึดเกาะติดกับผนังอาคารให้มั่นคงไม่หลุดออกได้ง่าย
เพราะอาจเกิดอันตรายกับผู้ที่
สัญจรผ่านอาคารสูงได้
5. กระเบื้องหลังคา
กระเบื้องหลังคาเซรามิก เป็นกระเบื้องหลังคาดินเผาที่มักจะพบเห็นกันอยู่ทั่วไปตามหลังคาโบสถ์หรือวัด
ซึ่งจะมี
ชนิดที่เคลือบสีและไม่เคลือบสี รูปแบบที่ผลิตใช้กันอาจจะเป็นรูปกาบกล้วยหรือเป็นลอน
สำหรับกระเบื้องหลังคา
เซรามิกที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะมีผลิตในลักษณะอุตสาหกรรมในครัวเรือน
หรือโรงงานเล็ก ๆ การผลิตไม่ได้มาตรฐาน
กระเบื้องหลังคาที่นำมาใช้มุงในประเทศไทยจะต้องออกแบบตัวกระเบื้องให้มีล่องดักน้ำฝน
เพื่อมิให้น้ำฝนย้อนหลัง
ซึ่งจะทำให้น้ำรั่วเข้าไปในอาคารได้ ประการสำคัญกระเบื้องจะต้องไม่บิดเบี้ยวซึ่งจะเป็นต้นเหตุให้เกิดน้ำรั่ว
วิธีการที่จะป้องกันมิให้เกิดการรั่วซึมในการใช้กระเบื้องเซรามิกมุงหลังคา
ก็คือ จะต้องมีการมุงหลังคากันฝนไว้ก่อน
(Sub-Roof) เนื่องจากบ้านเรามีพายุฝนที่ค่อนข้างรุนแรงมาก
หลังจากนั้นค่อยนำกระเบื้องเซรามิกมามุงทับ
ให้เกิดความสวยงามอีกครั้งหนึ่ง
กรรมวิธีการผลิตกระเบื้อง
1. วัตถุดิบ
วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตกระเบื้องเซรามิกมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท กล่าวคือ
- ดิน ได้แก่ ดินขาว ดินดำ
และดินแดง
- หิน ได้แก่ หินฟันม้า
หินเขี้ยวหนุมาน หรือหินควอตซ์ หินปูน หินโดโลไมต์ ทัลคัม หินไพโรฟิลไลต์
หินโวลลาสโทโนต์ และทรายแก้ว
- สารเคมีจำพวกออกไซด์ ได้แก่
โคบอล์ออกไซด์คอปเปอร์ออกไซด์ เฟอร์ริกออกไซด์ แมงกานีสออกไซด์
2. กระบวนการเตรียมวัตถุดิบ
2.1 เนื้อกระเบื้องปูพื้นและบุผนัง
(Body)
วัตถุดิบที่ใช้ในส่วนผสมของตัวเนื้อกระเบื้องจะประกอบด้วย
ดินขาว ดินดำ ดินแดง หินฟันม้า หินปูน ทัลคัม
และทรายแก้ว วัตถุดิบเหล่านี้โดยเฉพาะประเภทหินจะต้องผ่านกระบวนการบดและย่อยให้ได้ขนาดเล็กเสียก่อน
โดยมีขนาดประมาณ 5 มิลลิเมตร เสร็จแล้วจะต้องนำมาผ่านขั้นตอน ดังต่อไปนี้
- การบดผสม (Milling)
วัตถุดิบดังกล่าวข้างต้นจะถูกนำมาบดผสมกันโดยวิธีเปียก ตามอัตราส่วนที่โรงงานจะกำหนดให้เหมาะสม
กับสภาพการผลิตของตนเอง การบดผสมจะบดในหม้อบด (Ball
Mill) ก่อนบดจะต้องเติมน้ำลงไปและจะ
ใช้เวลาระหว่าง 10-12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุดิบที่ใช้ในสูตรวัตถุดิบที่บดผสมเข้ากันดีแล้วจะ
ถ่ายออกมาจากหม้อบดลงในบ่อกวน และเรียกว่า น้ำดิน
(Slip) ซึ่งน้ำดินนี้จะต้องนำไปอบให้แห้งต่อไป
- การอบแห้ง
(Spray Drying)
น้ำดินจากบ่อกวนจะถูกสูบผ่านไปตามท่อและส่งเข้าไปในเตาอบแห้ง (Spray
Dryer) เพื่อไล่ความชื้นออก
จากน้ำดิน โดยน้ำดินจะถูกพ่นให้เป็นฝอยกระจายตัว อยู่ในเตาอบ ซึ่งจะมีอุณหภูมิประมาณ
400 องศาเซลเซียส
น้ำดิน เมื่อได้รับความร้อน ความชื้นในน้ำดินจะถูกระเหยออกไปและจะรวมตัวกันเป็นฝุ่น
หรือผงดินเม็ดเล็ก ๆ
มีความชื้นประมาณ 6-7 % ตกลงมาด้านล่างของเตาอบและจะถูกลำเลียงไปตามสายพานและเก็บไว้ในยุ้งเพื่อ
จะนำไปอัดเป็นแผ่นกระเบื้องต่อไป
2.2 เนื้อกระเบื้องหลังคา
วัตถุดิบที่ใช้ในส่วนผสมของกระเบื้องหลังคาจะมีความแตกต่างกับกระเบื้องปูพื้นและบุผนัง
โดยส่วนผสมจะประกอบ
ด้วยดินแดงเป็นส่วนใหญ่ และทรายแก้วผสมบ้างเล็กน้อย ดังนั้นการบดผสมวัตถุดิบจะต้องผ่านขั้นตอนดังต่อไปนี้
- การตีดิน
(Disintigrating)
ดินแดงที่จะนำมาใช้ในการผลิตกระเบื้องหลังคาจะถูกนำมาผ่านเครื่องตีให้แตกละเอียดพร้อมทั้งผสมทราย
ลงไป และเติมน้ำลงไปเพื่อให้ดินและทรายผสมเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นจะผ่านขั้นตอนการรีด
- การรีด (Extrading)
ดินแดงและทรายเมื่อถูกตีผสมเข้ากันแล้วก็จะถูกลำเลียงมาเข้าเครื่องรีดและคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่ง
ด้วยเครื่องที่เรียกว่า Plug Mill การรีดและคลุกเคล้านี้อาจจำเป็นต้องเติมน้ำเข้าไปด้วย
เพื่อให้ดินและทราย
ผสมเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน ขณะเดียวกันในเครื่อง Plug
Mill จะต้องมีห้องสำหรับดูดอากาศออกจาก
เนื้อดิน (De Airing) เพื่อให้ดินที่รีดออกมาแล้วไม่มีฟองอากาศหลงเหลืออยู่ภายใน
ดินที่ผ่านขั้นตอนนี้แล้ว
ก็พร้อมที่จะนำไปอัดเป็นแผ่นกระเบื้องหลังคาต่อไปได้
2.3 การบดสีเคลือบ
วัตถุดิบที่ใช้ทำสีเคลือบจะประกอบด้วยวัตถุดิบที่คล้ายกับเนื้อกระเบื้อง
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหินฟันม้าหินปูน ทรายแก้ว
ทัลคัม ดินขาว หรือฟริต วัตถุดิบเหล่านี้จะถูกนำมาบดผสมกับน้ำในหม้อบดให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน
การบดผสมจะ
ใช้เวลาประมาณ 15-20 ชั่วโมงจนได้ความละเอียดที่สามารถผ่านตะแกรงขนาด 325
Meoh โดยมีกากค้าง
อยู่ประมาณ 0.1-0.2 %
3. การขึ้นรูป (Forming)
การขึ้นรูปกระเบื้องปูพื้น กระเบื้องบุผนัง และกระเบื้องบุหลังคา จะใช้กรรมวิธีการผลิตที่เหมือนกัน
คือการอัด
ขึ้นรูปด้วยเครื่องอัดไโดรอลิก ผิดกันแต่ว่ากระเบื้องปูพื้นและบุผนังจะต้องใช้แรงอัดที่สูงมาก
เพราะเนื้อดินที่เตรียม
ไว้ค่อนข้างแห้ง คือมีความชื้นเพียง 5-6 % จึงต้องอาศัยแรงอัดที่สูงเพื่อให้การยึดเกาะเป็นแผ่นกระเบื้องได้
การอัดขึ้นรูปกระเบื้องจะต้องมีแม่แบบเหล็กที่ทำให้ได้ขนาดเท่ากับขนาดกระเบื้อง
ส่วนใหญ่ที่นิยมผลิตคือ 8”x8”,
12”x12” หรือ 16”x16” สำหรับกระเบื้องหลังคาเนื้อดินที่เตรียม เพื่อการขึ้นรูปค่อนข้างเปียกมีความชื้นประมาณ
30 % การขึ้นรูปด้วยเครื่องอัดจะใช้แรงอัดไม่มากนัก แม่แบบที่ใช้ขึ้นรูปกระเบื้องหลังคาจะเป็นวัสดุจำพวกที่มีความ
เหนียวกระเบื้องทุกแผ่นที่ผ่านเครื่องอัดแล้วจะถูกลำเลียงเข้าเตาอบแห้ง
เพื่อใส่ความชื้นออกให้แห้งสนิทก่อนที่จะนำ
ไปเคลือบสี
4. การอบแห้ง
(Drying)
การอบแห้งกระเบื้องเป็นขั้นตอนที่สำคัญ โดยเฉพาะการผลิตกระเบื้องปูพื้น
เพราะกระเบื้องปูพื้นจะใช้เทคนิคการเผา
เพียงครั้งเดียว ฉะนั้น กระเบื้องจะต้องได้รับการไล่ความชื้นออกจากตัวกระเบื้องจนแห้งสนิทก่อนจะนำไปเคลือบสี
มิฉะนั้นกระเบื้องที่เคลือบแล้วจะบิดงอ ก่อนที่จะนำเข้าเตาเผา เตาอบที่ใช้อบกระเบื้องส่วนใหญ่จะเป็นแบบตั้งตรง
สูงขึ้นไปจดหลังคาโรงงาน (Vertical Dryer)
เพื่อประหยัดพื้นที่ของตัวโรงงาน
เตาอบอีกแบบหนึ่งจะเป็นลักษณะยาวนอน
(Horizontal Dryer) ภายในเตาอบจะมีกระเช้าสำหรับวางกระเบื้อง
กระเบื้องที่อัดออกมาจากเครื่องอัดจะถูกลำเลียงผ่านสายพานแล้วเข้าตัวป้อนกระเบื้องส่งเข้ากระเช้าจนเต็ม
หลังจาก
นั้นกระเช้าก็จะเคลื่อนตัวขึ้นด้านบน กระเช้าถัดไปก็จะเคลื่อนตัวมารับกระเบื้องชุดต่อไปอย่างต่อเนื่อง
กระเช้าทุก
กระเช้าจะหมุนเคลื่อนตัวจากด้านล่างขึ้นด้านบนแล้ววนกลับลงมาภายในห้องเตาอบจะมีลมร้อนวิ่งสวนทางลงมา
กระทบกับกระเบื้องในกระเช้า ซึ่งจะทำให้ความชื้นในตัวกระเบื้องถูกขับออกทีละน้อยจนกระทั่งความชื้นถูกไล่ออก
เกือบหมด เมื่อกระเช้าวนกลับมาด้านล่างพร้อมที่จะถูกลำเลียงออกจากเตาอบ
ปรกติอุณหภูมิภายในเตาอบจะตั้งไว้
ประมาณ 180 องศาเซลเซียส พลังความร้อนภายในเตาอบจะได้จากการเผาไหม้ก๊าซธรรมชาติซึ่งพ่นออกมาจากหัวฉีด
กระเบื้องที่ออกจากเตาอบจะยังคงร้อนอยู่ โดยมีอุณหภูมิที่หน้ากระเบื้องประมาณ
110 องศาเซลเซียส และความชื้น
ที่เหลืออยู่ในกระเบื้องจะต่ำกว่า 1 % ลงมา
สำหรับกระเบื้องหลังคา เตาอบที่ใช้จะเป็นลักษณะอุโมงค์ยาว
ตัวกระเบื้องจะต้องวางบนถาดที่ทำจากวัสดุทนไฟ
ตัวถาดจะวางเรียงซ้อนลงบนรถสูงขึ้นเป็นตั้ง ตั้งจนสูงเกือบชิดเพดานหลังคาเตาอบกระเบื้องเมื่อถูกเรียงจนเต็ม
คันรถก็จะถูกลำเลียงเข้าไปในเตาอบ จนกระทั่งเต็มเตาอบการอบจะเป็นการอบอย่างต่อเนื่องระยะเวลาที่กระเบื้อง
จะอยู่ในเตาอบประมาณ 48 ชั่วโมง ซึ่งจะสามารถไล่ความชื้นออกจากกระเบื้องจนเหลือต่ำกว่า
1 % กระเบื้องที่
อบแล้วจะถูกลำเลียงไปเข้ารางเคลือบเพื่อเคลือบสีต่อไป
5. การเคลือบ (Glazing)
กระเบื้องที่ออกจากเตาอบจะวิ่งมาตามสายพานผ่านเข้ารางเคลือบ ตู้แรกของสีเคลือบจะเป็นสีรองพื้นซึ่งจะเคลือบ
ทับผิวหน้ามาด ๆ เพื่อป้องกันการเกิดรูเข็มที่ผิวหน้าของเคลือบ หลังจากผ่านการเคลือบรองพื้นแล้วกระเบื้องก็จะวิ่ง
ผ่านไปยังตู้เคลือบตู้ที่สองซึ่งเป็นสีเคลือบที่แท้จริงการเคลือบตู้ที่สองจะใช้น้ำหนักเคลือบมากกว่าตู้แรก
วิธีการเคลือบ
ตู้ที่หนึ่งและตู้ที่สองจะใช้วิธีเคลือบได้ 2 ระบบ กล่าวคือ ระบบที่หนึ่งใช้วิธีเหวี่ยงหรือสลัดสีเคลือบเป็นฝอยเล็ก
ๆ
ลงบนแผ่นกระเบื้องด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Disc
การเคลือบด้วยวิธีนี้ผิวหน้าของเคลือบเมื่อเผาออกมาแล้วจะ
ขรุขระคล้ายหนังไก่
ส่วนอีกระบบหนึ่งจะเป็นการใช้วิธีปล่อยให้สีเคลือบไหลเป็นม่านน้ำตก
และให้กระเบื้องวิ่งผ่านม่านสีเคลือบซึ่งการ
เคลือบด้วยวิธีนี้ สีเคลือบที่เคลือบทับบนหน้ากระเบื้องจะราบเรียบ และใช้สีเคลือบมากกว่าระบบแรกเครื่องมือที่ใช้
เคลือบแบบม่านน้ำนี้เรียกว่า Bell หรือ
Compana เนื่องจากกระเบื้องต้องวิ่งผ่านม่านสีเคลือบ
สีเคลือบส่วนหนึ่ง
จะล้นออกมาที่ขอบกระเบื้องจึงจำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์ขัดขอบ เพื่อขัดสีเคลือบออกจากขอบกระเบื้องทั้งสี่ด้าน
มิฉะนั้น
เมื่อนำเข้าเผาในเตาอาจทำให้สีเคลือบไหลย้อยมาติดลูกกลิ้งในเตา หรืออาจทำให้กระเบื้องเกาะติดกันได้
ที่กล่าวมา
ทั้งหมดนี้เป็นการเคลือบสีเรียบ
หากต้องการสีลวดลายก็จะต้องผ่านเครื่องพิมพ์ลายหลังจากผ่านการเคลือบสีแล้ว
การพิมพ์ลายบนหน้ากระเบื้องก็จะ
เหมือนกับการพิมพ์ผ้า กล่าวคือ จะต้องเตรียมลายกระเบื้องลงบนแผ่นผ้าแผ่นผ้าที่มีลายกระเบื้องจะนำไปขึงเป็นกรอบ
สี่เหลี่ยมเพื่อนำไปติดตั้งอยู่กับเครื่องพิมพ์ ก่อนที่กระเบื้องจะเข้าเครื่องพิมพ์ลายจะต้องพ่นน้ำกาวลงบนหน้ากระเบื้อง
เวลาพิมพ์สีจะได้ยึดเกาะติดกับตัวกระเบื้อง การพิมพ์ลายกระเบื้องอาจพิมพ์ตั้งแต่
1 ลายจนถึง 3 ลาย ถ้าต้องการ
พิมพ์มากกว่า 3 ลายจะทำไม่ได้เพราะสีจะเยิ้ม
การทำลวดลายกระเบื้องนอกจากใช้เครื่องพิมพ์ลายแล้ว
อาจใช้เครื่องชนิดอื่น เช่น เครื่องโรยเกล็ดสีลงบนหน้ากระเบื้อง
ทำให้เกิดเป็นลวดลายเป็นจุด หรือดอกเล็ก ๆ กระจายบนหน้ากระเบื้อง กระเบื้องที่ผ่านขั้นตอนการเคลือบแล้วก็จะถูกนำ
ไปเก้บไว้ในรถเตา เพื่อรอการนำเข้าเผาในเตาลูกกลิ้ง
(Roller Kiln) ต่อไป
6. การเผา
(Firing)
กระเบื้องที่ผ่านการเคลือบสีแล้ว ตัวกระเบื้องยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะนำไปใช้งานได้หน้ากระเบื้องทุกแผ่นจะต้องนำไป
เผาในเตาเผาเสียก่อน เตาเผาที่ใช้เผากระเบื้องมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับกรรมวิธีการผลิตว่า
เป็นการเผาอย่างต่อเนื่อง
หรือไม่ต่อเนื่อง ถ้าเป็นเตาที่ใช้เผาอย่างไม่ต่อเนื่องเตาที่ใช้จะเป็นเตาสี่เหลี่ยมหรือเตากลม
ถ้าเป็นเตาที่ใช้เผาอย่าง
ต่อเนื่องจะเป็นเตาอุโมงค์ (Tunnel Kiln)
หรือเตาลูกกลิ้ง (Roller Kiln) โดยเฉพาะการเผากระเบื้องในปัจจุบัน
ผู้ผลิตจะใช้เตาแบบลูกกลิ้งเพราะให้ผลผลิตได้มากกว่าเตาอุโมงค์ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีการเผาที่พัฒนาขึ้นใหม่
และใช้เวลาในการเผาสั้นมาก คือประมาณ 40 นาที ในขณะที่เตาอุโมงค์ต้องใช้เวลาในการเผาอย่างรวดเร็วที่สุด
ประมาณ 20 ชั่วโมง
อุณหภูมิที่ใช้ในการเผากระเบื้องปูพื้นจะอยู่ระหว่าง
1,160-1,240 องศาเซลเซียส สำหรับการเผาด้วยเตาลูกกลิ้ง
จะใช้อุณหภูมิประมาณ 1,165 องศาเซลเซียส กรณีที่เป็นเตาอุโมงค์จะใช้อุณหภูมิประมาณ
1,200 องศาเซลเซียส การกำหนดอุณหภูมิในการเผาขึ้นอยู่กับสูตรของเนื้อกระเบื้องและสีเคลือบที่แต่ละโรงงานจะเป็นผู้กำหนดขึ้น
สำหรับเชื้อเพลิงที่ใช้ในการเผาจะเป็นน้ำมันหรือก๊าซก็ได้
โดยทั่วไปแล้วควรใช้ก๊าซจะดีที่สุด เพราะเป็นเชื้อเพลิง
ที่สะอาดปราศจากกำมะถัน ทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ดี นอกจากนั้นยังช่วยให้ควบคุมการเผาได้ง่าย
อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นเตาแบบลูกกลิ้งแล้วจะต้องใช้ก๊าซอย่างเดียวเท่านั้น
เพราะเชื้อเพลิงชนิดอื่น ๆ ไม่เหมาะที่จะนำ
มาใช้กับเตาลูกกลิ้ง
การเผาด้วยเตาอุโมงค์ กระเบื้องที่เคลือบแล้วจะถูกเรียงบนถาดที่ทำจากวัสดุทนไฟ
แล้วนำไปเรียงซ้อนกันบนรถเตา
จนได้ความสูงตามความต้องการ เสร็จแล้วก็จะเข็นรถเตาเข้าไปเผาในเตา ซึ่งจะใช้เวลาในการเผาประมาณ
20 ชั่วโมง
หากเป็นเตาลูกกลิ้ง กระเบื้องที่วางอยู่บนรถเตาจะถูกลำเลียงออกจากรถเตาผ่านสายพานแล้ววิ่งเข้าเครื่องป้อนกระเบื้อง
โดยเครื่องป้อนกระเบื้องจะจัดกระเบื้องให้เป็นระเบียบเรียงเป็นหน้ากระดานอยู่ตรงหน้าเตาแล้วก็ป้อนกระเบื้องเข้าปากเตา
ถ้าเป้นกระเบื้องขนาด 8”x8” กระเบื้องจะเรียงแถวจำนวน 8 แผ่น จำนวนแผ่นกระเบื้องที่จะเข้าเตาเผาจะมากหรือน้อยขึ้น
อยู่กับความกว้างของปากเตา ถ้าปากเตากว้างมากก็จะสามารถป้อนได้มาก อุณหภูมิที่ใช้เผาจะอยู่ระหว่าง
1,160-1,800
องศาเซลเซียส
สำหรับกระเบื้องบุผนังชนิดเผา
2 ครั้ง จะต้องเผาตัวกระเบื้องครั้งแรกก่อนเรียกว่า เผา Biscuit หลังจากนั้นก็นำตัว
กระเบื้องไปเคลือบอีกครั้งแล้วจึงนำกระเบื้องไปเผาในเตาเผาให้สีเคลือบหลอมละลาย
ซึ่งเรียกว่า การเคลือบ หรือ
Glost Firing
กระเบื้องที่ผ่านการเผาแล้วจะถูกลำเลียงไปเข้าเครื่องคัดแยกชั้นคุณภาพ
และคัดขนาดก่อนจะบรรจุลงกล่องต่อไป
7. การคัดเลือกและบรรจุกล่อง
(Sorting and Packing)
ส่วนผสม
หรือสูตรสำหรับกระเบื้องจะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ
1. ส่วนผสมของเนื้อกระเบื้อง
(Body)
หลักโดยทั่ว ๆ ไปในการกำหนดสูตรส่วนผสมของดินเผาหรือเซรามิกจะประกอบด้วยวัตถุดิบหลักอยู่
2 ส่วนคือ
- วัตถุดิบที่มีความเหนียว
(Plastic Materials)
วัตถุดิบในส่วนนี้จะเป็นตัวช่วยให้เกิดความเหนียวเพื่อให้การขึ้นรูปผลิตภัณฑ์สามารถทำได้ง่าย
ขณะเดียวกันก็ทำให้
ชิ้นผลิตภัณฑ์มีความแข็งแรงเพียงพอที่จะจับถือ หรือลำเลียงด้วยเครื่องจักรไปยังขั้นตอนการผลิตในขั้นตอนต่อไป
โดยไม่แตกเสียหาย วัตถุดิบส่วนนี้ได้แก่ ดินขาว ดินดำ ดินเหนียว หรืออาจจะเป็นวัสดุประเภทอื่น
ทำให้เกิดความเหนียว
ได้ เช่น Bentonite, CMC เป็นต้น
- วัตถุดิบที่ไม่มีความเหนียว
(Non-Plastic Materials)
วัตถุดิบประเภทนี้โดยตัวเองจะไม่มีความเหนียว
แต่จะเป็นส่วนที่จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นรูป เมื่อนำไปเผาที่อุณหภูมิสูง
แล้วจะเกิดความแข็งแกร่ง เพราะตัวมันเองจะทำปฏิกิริยากับวัตถุดิบชนิดอื่น
ๆ แปรสภาพเป็นแก้วซึ่งจะเป็นเหมือน
โครงสร้างภายในผลิตภัณฑ์ที่คอยยึดเกาะส่วนอื่นให้ติดกัน ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความแข็งแกร่ง
ทั้งยังสามารถรับน้ำหนัก
ได้มาก วัตถุดิบประเภทนี้ได้แก่ หินชนิดต่าง ๆ เช่น หินฟันม้า หินปูน หินควอตซ์
ทัลคัม และทรายแก้ว เป็นต้น
วัตถุดิบทั้ง 2 ชนิดนี้โดยทั่วไปจะนำมาผสมกันในอัตราส่วนร้อยละ
50 คือใช้ส่วนที่มีความเหนียว 50 ส่วนและส่วน
ที่ไม่มีความเหนียวอีก 50 ส่วน แต่อัตราส่วนนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์และเครื่องจักรที่จะนำ
มาใช้ในการผลิต ซึ่งผู้มีความรู้ หรือมีประสบการณ์ โดยเฉพาะนักเซรามิกทั้งหลายจะสามารถบอกได้ว่าควรมีอัตราส่วน
อย่างไร สำหรับส่วนผสมที่ใช้ในกระเบื้องปูพื้นและกระเบื้องบุผนัง ก็คงจะใช้ผลิตดังที่กล่าวข้างต้น
คือ จะต้องใช้ดิน
ประมาณ 50 % และใช้ส่วนที่เป็นหิน 50 %
ส่วนผสมของกระเบื้องปูพื้นและกระเบื้องบุผนัง
จะมีสูตรดังนี้
1. สูตรกระเบื้องสำหรับการเผาช้า
(Long Firing)
กระเบื้องปูพื้น
| ดินขาวปราจีนฯ |
14 |
| ดินขาวลำปาง |
30 |
| ดินเหนียวแม่ทาน |
15 |
| หินฟันม้าตาก |
35 |
| ทรายแก้ว |
6 |
| |
100 |
กระเบื้องบุผนัง
| ดินแดงลำปาง |
30 |
| ดินดำปราจีนฯ |
14 |
| ไพโรฟิลไลต์ |
14 |
| ทัลคัม |
13 |
| หินปูน |
13 |
| กระเบื้องแตก |
10 |
| ทรายแก้ว |
6 |
| |
100 |
2. สูตรเนื้อกระเบื้องเผาเร็ว
(Fast Firing)
กระเบื้องปูพื้น
| ดินแดงลำปาง |
27 |
| ดินขาวลำปาง |
32 |
| ดินขาวกาญจนบุรี |
5 |
| หินฟันม้าตาก |
27 |
| ทรายแก้ว |
7 |
| ทัลคัม |
2 |
| |
100 |
กระเบื้องบุผนัง
| ดินแดงลำปาง |
24 |
| ดินขาวลำปาง |
30 |
| ดินขาวปราจีนฯ |
17 |
| ดินกาญจนบุรี
|
5 |
| หินปูน |
10 |
| หินฟันม้าตาก
|
14 |
| |
100 |
3. สูตรเนื้อกระเบื้องหลังคา
| ดินขาว |
10 |
| ดินแดง |
70 |
| ซามอต
(Chamotte) |
10 |
| ทรายแก้ว |
10 |
| |
100 |
2. ส่วนผสมของสีเคลือบ
(Glaze)
วัตถุดิบที่ใช้ในการทำสีเคลือบจะมีองค์ประกอบคล้ายกับวัตถุดิบที่ใช้กับเนื้อกระเบื้อง
ผิดกันแต่ว่าสัดส่วนที่ใช้จะแตกต่าง
กัน สีเคลือบส่วนใหญ่จะใช้หินเป็นวัตถุดิบและใช้ดินเพียงเล็กน้อยเพียงเพื่อเป็นตัวช่วยพยุงมิให้สีเคลือบตกตะกอนเมื่อ
ผ่านการบดแล้ว อีกทั้งจะช่วยเพิ่มความเหนียวให้กับสีเคลือบ เมื่อนำไปเคลือบลงบนผลิตภัณฑ์จะไม่แตกตัวก่อนเผา
วัตถุดิบส่วนที่ใช้เป็นหลักในการทำสีเคลือบคือ
หินฟันม้า หรือหินปูน หรือทั้งสองตัว และที่ขาดไม่ได้ก็คือทรายแก้ว
หรือหินควอตซ์ เพราะทรายแก้วจะเป็นตัวทำให้สีเคลือบหลอมละลายกลายเป็นแก้วเมื่อเผาแล้ว
ส่วนหินฟันม้าหรือ
หินปูนจะช่วยลดอุณหภูมิในการหลอมละลายของเคลือบ
วัตถุดิบส่วนที่เป็นหินหรือดินจะต้องนำมาบดผสมกันในหม้อบดด้วยวิธีเปียกเพื่อให้วัตถุดิบทุก
ๆ ตัวคลุกเคล้ากันอย่างดี
และมีความละเอียดเพียงพอก่อนที่จะนำไปเคลือบผลิตภัณฑ์
ส่วนผสมที่กล่าวนี้จะเป็นสีเคลือบพื้น
ถ้าต้องการให้เกิดสีก็จะต้องเติมสารให้สี (Color Stain)
หรือ Oxide ที่ให้สีเข้า
ไปพร้อมกันในการบดวัตถุดิบชนิดอื่น ๆ
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นส่วนผสมของสีเคลือบที่เราเรียกว่า
เคลือบดิน (Raw Glaze) แต่ยังมีสีเคลือบอีกชนิดหนึ่งจะ
ไม่เตรียมจากวัตถุดิบหรือแร่ แต่เป็นการเอาวัตถุดิบที่ทำสีเคลือบและสารเคมีบางอย่างมาผสมกัน
นำไปหลอมให้กลายเป็น
แก้วใส ๆ ก่อนจะนำไปทำสีเคลือบซึ่งเรียกว่า ฟริต (Frit)
ฟริต คือ วัตถุดิบสำหรับทำสีเคลือบชนิดหนึ่งที่ผ่านขั้นตอนการหลอมด่วนเพื่อไล่สิ่งเจือปนที่ไม่ต้องการออกไปเสียก่อน
ฟริตจึงเป็นวัตถุดิบที่สะอาดและบริสุทธิ์ เมื่อนำไปทำสีเคลือบจะไม่ค่อยเกิดปัญหาต่อผิวหน้าของเคลือบ
สูตรสีเคลือบโดยทั่วไปจะมีส่วนผสมดังต่อไปนี้
เคลือบดิบ (Raw
Glaze)
| หินฟันม้า
|
45 |
| หินปูน
|
30 |
| ทัลคัม
|
5 |
| ทรายแก้ว
|
10 |
| ดินขาว |
10 |
| |
100 |
*สารให้สี 1-2 % และอุณหภูมิการเผาอยู่ระหว่าง
1,200-1,220 องศาเซลเซียส
เคลือบฟริต
*สารให้สี 1-2 % และอุณหภูมิการเผาอยู่ระหว่าง
1,000-1,050 องศาเซลเซียส
กระเบื้องที่ผ่านการเผามาแล้วจะต้องนำมาคัดแยกชั้นคุณภาพและขนาด
เนื่องจากกระเบื้องทุกแผ่นที่ผ่านกระบวนการ
เผามาแล้วจะไม่เรียบร้อยสมบูรณ์ทุกแผ่นอาจเกิดตำหนิขึ้นที่ตัวกระเบื้อง
เนื่องมาจากระบวนการผลิต และขนาดก็ไม่
สามารถทำให้เท่ากันหมดทุกแผ่นได้ จึงจำเป็นจะต้องคัดแยกขนาดที่ใกล้เคียงกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
วิธีการคัดเลือกกระเบื้องแยกชั้นคุณภาพนั้น
โรงงานแต่ละแห่งจะต้องกำหนดมาตรฐานของตนเองเป็นบรรทัดฐาน
แต่ต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ในมาตรฐานของ มอก. กระเบื้องที่ออกจากเตาก็จะถูกลำเลียงไปตามสายพาน
แล้วมาเข้าเครื่องคัดเลือก ซึ่งจะทำเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยม โดยกระเบื้องจะถูกจัดเรียงเข้ามาที่โต๊ะเป็นแผง
โดยจะมี
พนักงานนั่งเฝ้าดูทั้งสองด้านของโต๊ะกระเบื้องที่มีตำหนิจะถูดคัดแยกเป็นชั้นคุณภาพ
2 หรือชั้นคุณภาพ 3 ส่วน
ที่ไม่มีตำหนิหรือมีตำหนิน้อยก็จะถูกแยกเป็นชั้นคุณภาพ 1 การแยกชั้นคุณภาพ
2 และชั้นคุณภาพ 3 จะใช้ดินสอสี
เขียนเส้นลงบนหน้ากระเบื้องเสร็จแล้วกระเบื้องจะวิ่งไปตามสายพานเข้าเครื่องคัดแยกขนาด
ขณะเดียวกันตัวเครื่องจะสามารถแยกแยะขนาดกระเบื้องออกจากกัน
โดยที่เราจะสามารถตั้งระยะความยาวของ
กระเบื้องในแต่ละขนาดได้ตามมาตรฐานของโรงงาน โดยปรกติจะแยกเป็น 3 ขนาด
คือ เล็ก กลาง และใหญ่
กระเบื้องที่แยกขนาดแล้วก็จะเข้าเครื่องบรรจุกล่องโดยเครื่องบรรจุกล่องจะมีเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ชนิดแยกตาม
ชั้นคุณภาพตามเส้นดินสอสีที่ได้ขีดไว้
กระเบื้องในชั้นคุณภาพเดียวกันจะถูกเก็บไว้ตามจำนวนแผ่นที่บรรจุใน
1 กล่อง เช่น กระเบื้องขนาด 8”x8” จะเรียง
ไว้ 25 แผ่น ขนาด 12”x12” จะเรียงไว้ 11 แผ่น และลำเลียงไปเข้าเครื่องบรรจุกล่อง
การบรรจุกล่องอาจทำได้
2 วิธีกล่าวคือ ถ้าต้องการบรรจุแบบอัตโนมัติก็จะต้องลงทุนซื้อเครื่องบรรจุพร้อมทั้งการปิดฝากล่องและติดกาวจน
เรียบร้อย หากค่าแรงงานไม่สูงมากนักอาจจะใช้คนทากาวและปิดฝากล่องแทน เพื่อให้การบรรจุกระเบื้องในกล่อง
กระดาษดูเรียบร้อยและแข็งแกร่ง กระเบื้องที่บรรจุกล่องแล้วก็เข้าเครื่องหุ้มพลาสติก
(Shrink Wrap) อีกครั้งหนึ่ง
ด้วยวิธีนี้การขนย้ายกระเบื้องไปถึงลูกค้ากล่องจะไม่บอบช้ำ สภาพกล่องจะดูดีตลอดเวลา
กระเบื้องที่บรรจุกล่อง
เรียบร้อยแล้วจะ นำไปวางบนไม้แพลเลท (Pallet)
วางซ้อนกันประมาณ 100 กล่อง แล้วจึงส่งเข้าไปเก็บไว้ใน
คลังสินค้าเพื่อรอการจำหน่ายไปยังลูกค้าต่อไป
8. การตรวจสอบคุณภาพสินค้า
(Quality Assurance)
ในกระบวนการผลิตสินค้าทุกชนิด
ทุก ๆ ขั้นตอนการผลิตย่อมจะมีมาตรการควบคุม
คุณภาพอย่างเข้มงวดเพื่อให้ชิ้นงานที่ส่งต่อไปยังหน่วยงานต่อไปได้มาตรฐานคุณภาพที่กำหนดไว้
และหน่วยงาน
ที่ได้รับชิ้นงานมาดำเนินการผลิตต่อก็คงต้องรักษาคุณภาพของตนเอง เพื่อส่งให้หน่วยงานที่อยู่ถัดไปโดยไม่ให้เกิด
ปัญหาซึ่งวิธีการเช่นนี้ผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตขั้นสุดท้ายแล้ว
ย่อมต้องมีคุณภาพที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ส่งไปยังผู้ใช้ไม่เกิดปัญหาด้านคุณภาพทางโรงงานจึงจำเป็นต้องมีหน่วยงาน
ที่คอยตรวจสอบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอีกครั้งหนึ่ง โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์ตามวิชาสถิติเพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่สุ่ม
ตัวอย่างมาแล้วมาทำการตรวจสอบหรือทดสอบให้เกิดความมั่นใจว่าได้มาตรฐานคุณภาพตามที่กำหนดไว้ในกระบวน
การผลิต หากพบปัญหาว่ากระเบื้องที่บรรจุกล่องมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานก็จะต้องปฏิเสธการรับสินค้ารุ่นนี้เข้าคลังสินค้า
และให้ทำการคัดเลือกใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ในกรณีที่กระเบื้องส่วนใหญ่ในรุ่นไม่ดีและไม่คุ้มที่จะทำการคัดเลือกใหม่
อาจจำเป็นต้องลดชั้นคุณภาพลงให้อยู่ในชั้น
คุณภาพต่ำกว่า หรืออาจแยกเป็นสินค้านอกมาตรฐานและขายแยกเป็นกรณีพิเศษ
การที่มีหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพสินค้าสำเร็จรูปย่อมเป็นผลดีกับโรงงาน
เพราะจะเป็นเสมือนกระจกเงาสะท้อนภาพ
ให้เห็นว่าสภาพการผลิตของแต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไร มีข้อบกพร่องเกิดที่จุดไหน
หรือขั้นตอนใดอันเป็นข้อมูลให้แต่ละ
หน่วยการผลิตนำไปแก้ไขปัญหาต้นเหตุ หรือปรับปรุงวิธีการผลิตของตนเองให้ดีขึ้นเพื่อป้องกันปัญหามิให้เกิดในการ
ผลิตครั้งต่อไป
หน่วยงานนี้จึงต้องมีหน้าที่ทำรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพ
พร้อมทั้งแยกแยะปัญหาคุณภาพที่เกิดขึ้นว่าเนื่องจาก
สาเหตุใด เกิดที่จุดไหน และรายงานให้ผู้จัดการโรงงาน/หรือผู้บริหารได้ทราบเพื่อหามาตรการป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีกต่อไป
สีสันและลวดลายกระเบื้อง
กระเบื้องปูพื้นและกระเบื้องบุผนัง
จะมีสีสันที่ล้อเลียนกัน เนื่องจากจะต้องปูคู่กัน โดยเฉพาะในห้องน้ำหรือห้องครัว
สีสันและลวดลายสำหรับกระเบื้องจะแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
1. สีเรียบ (Plain
Colour)
สีเรียบหรือสีพื้นจะประกอบด้วยสีต่าง
ๆ เช่น สีขาว สีครีม สีเทา สีฟ้า สีชมพู สีน้ำตาล สีเขียว หรือสีแดง สีเรียบ
ยังแบ่งออกได้อีก 2 ประเภท คือ ประเภทผิวหน้ามันกับผิวหน้าด้าน โดยปรกติแล้วกระเบื้องปูพื้นจะออกแบบ
ให้ผิวหน้าด้านเป็นส่วนใหญ่ ส่วนกรเบื้องบุผนังจะออกแบบให้ผิวหน้ามัน
2. สีหยด
(Drop Design)
สีหยดหรือสีเป็นจุด ๆ สลับกัน
2 สี ระหว่างสีขาวกับสีฟ้า สีขาวกับชมพู หรือสีขาวกับสีเทา
เป็นต้น
3. สีเหลือบ (Cloudy
Design)
สีเหลือบเป็นสีที่เกิดจากการพ่นสีบางทับลงบนสีพื้น
โดยสีที่พ่นลงไปมักจะมีสีเข้มกว่าเล็กน้อย
จนทำให้มองเห็น
เป็นลายเหลือบหรือเป็นจ้ำ ๆ คล้ายเมฆ สีเหลือบน้ำก็สามารถทำให้เป็นสีต่าง
ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำตาล สีเทา สีฟ้า
หรือสีชมพู
4. ลายพิมพ์ (Printing)
ลวดลายกระเบื้องประเภทนี้จะเป็นการพิมพ์ลายที่ออกแบบขึ้นมา
ไม่ว่าจะเป็นลวดลาย หินอ่อน ลายดอกไม้ หรือลายเส้น
(Graphic) ลักษณะ 4 แผ่นต่อกัน การพิมพ์ลายนี้สามารถใช้สีไดไม่เกิน
3 สี ถ้าหากต้องการพิมพ์ลายมากว่า 3 ลาย
ก็จะต้องพิมพ์หลังจากผ่านการเผาไปครั้งหนึ่งก่อน แล้วค่อยนำมาพิมพ์ลายอีกได้ตามที่เราต้องการ
เสร็จแล้วก็นำไปเผา
อีกเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งเทคนิคอันนี้เรียกว่า Third Firing Techniqueซึ่งเทคนิคอันนี้จะใช้เฉพาะในกระเบื้องผนัง
ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับกระเบื้องพื้น เพราะสีที่ใช้พิมพ์ลายจะไม่คงทนต่อแรงเสียดสีมาก
ๆ
5. การโรยเม็ดสี
เทคนิคการเคลือบด้วยวิธีนี้เป็นการโรยเม็ดสีเคลือบลงบนเคลือบสีพื้น
โดยใช้อุปกรณ์ที่ทำขึ้นเป็นพิเศษก่อนการโรยเม็ดสี
ซึ่งการโรยเม็ดสีจะต้องผ่านน้ำกาวลงบนหน้ากระเบื้อง การโรยเม็ดสียึดเกาะติดกับผิวหน้ากระเบื้อง
การโรยเม็ดสีจะใช้
วิธีผสมเม็ดสีต่าง ๆ ไว้ด้วยกันตามสัดส่วนที่จะให้ลวดลายตามความต้องการ
อย่างน้อยจะผสมตั้งแต่เม็ดสี 3 สีขึ้นไป
เมื่อเผาออกมาแล้วบางลายจะดูคล้ายหินขัด หรือลายหินแกรนิต เป็นต้น
6. ตลาด
กระเบื้องปูพื้น กระเบื้องบุผนัง
หรือกระเบื้องหลังคาที่โรงงานผลิตออกมาแล้ว ส่วนใหญ่จะจำหน่ายไปยังผู้แทน
จำหน่ายที่ขายวัสดุก่อสร้างและวัสดุตกแต่ง ผู้แทนจำหน่ายเหล่านี้จะมีกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯ
และต่างจังหวัด
ผู้ใช้ก็จะหาซื้อได้จากตัวแทนจำหน่ายเหล่านี้
แต่จะมีช่องทางจำหน่ายอีกทางหนึ่งคือ กลุ่มผู้รับเหมา หรืองานโครงการ
ซึ่งมักจะขอซื้อโดยตรงกับทางโรงงานเพราะต้องการขอซื้อในราคาพิเศษ เนื่องจากมีปริมาณการใช้จำนวนมาก
เช่น
โครงการบ้านจัดสรร โครงการคอนโดมิเนียม
อย่างไรก็ดี โรงงานผู้ผลิตส่วนใหญ่จะพยายามขายสินค้าของตนเองผ่านผู้แทนจำหน่าย
แม้ว่าจะเป็นผู้รับเหมาหรือ
งานโครงการก็ตาม เพราะต้องการให้ผู้แทนจำหน่ายเป็นผู้บริการการขายให้กับผู้ใช้อีกทอดหนึ่ง
เนื่องจากผู้แทนจำหน่าย
จะมีความใกล้ชิดกับผู้บริโภคกลุ่มนี้ สามารถทราบความต้องการหรือทราบถึงฐานะการเงินของลูกค้า
และสามารถบริการ
ได้ดีกว่าโรงงานตัวแทนจำหน่ายไม่เพียงแต่มีกระเบื้องเท่านั้นที่จะบริการลูกค้า
แต่ยังมีสินค้าชนิดอื่น ๆ ให้บริการอย่าง
ครบวงจร เช่น เครื่องสุขภัณฑ์ อุปกรณ์ที่ใช้ในห้องน้ำเป็นต้น
|