เมนูหลัก:
คำว่า "เซลาดอน" มีที่มาหลายอย่าง อาจจะหมายถึงหุ้มด้วยหยก ภาษาฝรั่งเศส ใช้เรียก เคลือบสีเขียวของภาชนะดินเผา จากทางตะวันออกที่เคลือบบนเนื้อดินปั้นชนิดเนื้อเครื่องหิน (Stone Ware Clay) และชนิดเนื้อเครื่องถ้วย (Porcelain) ทางตะวันตกเชื่อกันว่าคำนี้มาจากชื่อของคนเลี้ยงแกะที่ชื่อ เซลาดอน (Celadon) ซึ่งสวมเสื้อคลุมสีเขียวอมเทา ในละครที่ได้รับความนิยมมากในคริสต์ศตวรรษที่ 17 คือ D'Urfe's Romance of Astree ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับเคลือบเขียวอันสุขุมนุ่มนวลของจีน กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุโรป แต่ทางเชียงใหม่เชื่อว่าเซลาดอนมาจากคำว่า "ศิลา" และ "ดล" เป็นคำภาษาสันสกฤต แปลว่าเคลือบบนหิน หรือเคลือบหิน ซึ่งก็น่าฟังเพราะ Celadon หรือสังคโลกเนื้อดินจัดอยู่ในประเภทเครื่องหิน (Stone Ware) ซึ่งเป็นชนิดที่อาจได้จากดิน ธรรมชาติหรือการเตรียมผสมดินด้วย Silica, Alumina ให้สูงขึ้นก็ได้ เนื้อดินมีความทึบแสง สามารถเผาหลอมจนแกร่ง และมีความทนไฟสูง ที่การสุกตัวของทั้งเนื้อดินปั้นและเคลือบจะต้องสัมพันธ์กันดี ในกลุ่มของผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาในปัจจุบันได้นำคำว่า "เซลาดอน" มาใช้อย่างแพร่หลาย โดยให้คำจำกัดความว่า เครื่องปั้นดินเผาเซลาดอน หมายถึง เครื่องปั้นดินเผาชนิดเนื้อแกร่ง เคลือบด้วยน้ำเคลือบที่ทำจากเถ้าถ่านจากไม้ และหินฟันม้า ซึ่งมีส่วนผสมของแร่เหล็กและเผาในอุณหภูมิสูงถึง 1,250 องศาเซลเซียส เครื่องเขียวของจีนมีชื่อเสียงมากในราชวงศ์ซ้อง ค.ศ. 960-1279 โดยเฉพาะที่เตาลุงชวน (Lung-Chuan) ในมณฑลซีเกียงอันใช้เนื้อดินปั้นละเอียดสีขาว เพิ่มความสดใสของเคลือบดูกระจ่างมีความลึก เป็นที่กล่าวขวัญกันว่า เคลือบจากเตาลุงชวนนี้ให้ความรู้สึกนุ่มเนียนประดุจกำมะหยี่ เป็นที่รู้จักกันมากในนามของ เคลือบเซลาดอน (Celadon) วิธีตกแต่งผิวดินที่ทำมากคือ การแกะลายลึกในเนื้อดินปั้น ทำให้น้ำเคลือบขังในตัวลายมากกว่าบนพื้นเกิดลายสีเข้ม ซึ่งเป็นวิธีการตกแต่งแบบเดียวกับเครื่องสังคโลกของไทย อันมีเนื้อดินปั้นสีคล้ำ เคลือบสังคโลกสีเขียวไข่กานั้น ก็คือเคลือบเซลาดอนนั่นเองเตาเผาเซลาดอนในจีนมิได้มีเพียงเตาลุงชวน หากแต่ยังมีในมณฑลโฮนาน ซึ่งเป็นมณฑลทางเหนือของจีน ใกล้เมืองไคเล็งฟู นอกจากนี้ยังมีเตาเผาที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองหลวง ดังกล่าวนี้ที่เฉินลิ่ว หลังจากราชวงศ์ซ้องแล้วก็ได้มีการเลียนแบบกันต่อๆ มา เคลือบเซลาดอนของจีนให้อิทธิพลแก่งานเคลือบแบบประเพณีของเกาหลีเป็นอย่างมาก นับแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา จนเกาหลีสามารถปรับและพัฒนารูปแบบวิธีการเป็นของตัวเองสำเร็จหลุดพ้นจากอิทธิพลจีน เป็นแบบแผนของเกาหลีรุ่งเรืองในคริสต์ศตวรรษที่ 12 เกาหลีใช้วิธีการเคลือบ Celadon ทับลงบนเนื้อดินที่ถมช่องลายด้วยน้ำดินสีข้นๆ มีทั้งสีดำและสีขาว ส่วนเนื้อดินปั้นมักเป็นสีออกเทา หลังการเผาจะได้ผลเป็นสีเอกรงค์ (Monochrome) เนื่องจากสีเขียวใสคลุมพื้นภาชนะทั้งหมดทำให้ได้น้ำหมักของสีเป็นสีเขียวอ่อนตรงที่ตกแต่งด้วยดินสีขาว เขียวเข้ม ดำ ตรงน้ำดินสีดำ และเขียวกลางตรงเนื้อดินปั้น นอกจากในเกาหลีเซลาดอนได้แพร่หลายเข้าสู่ญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นการทำเครื่องเคลือบดินเผาลักษณะหนึ่งของญี่ปุ่นในหลายๆ รูปลักษณ์ที่ญี่ปุ่นมีมาแล้วแต่เดิมทั้งที่เป็นแบบแผนของตนเองและได้รับจากครูจีนเป็นลำดับมาทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม (จากเกาหลี) นอกจากนี้อิทธิพลทางเครื่องเคลือบดินเผาของจีนได้ให้อิทธิพลแก่โลกอย่างกว้างใหญ่ไพศาลนับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 หรือ10 เป็นต้นมาก โดยเข้าสู่ยุโรป ตลอดคาบสมุทรอินโดจีน ตามหมู่เกาะต่างๆ ตลอดจนแนวตะวันออกเฉียงใต้ โลกอาหรับ แม้กระทั่งเมืองทางฝั่งตะวันออกของแอฟริกา เช่น เมืองซานซีบาร์ การที่จีนสามารถแผ่อิทธิพล ทางเครื่องเคลือบดินเผาอย่างกว้างใหญ่ไพศาลนั้น แสดงว่าจีนต้องมีความแกร่งและเชี่ยวชาญในการผลิตผลงาน แม้จะเชื่อกันว่าความรู้เรื่องเคลือบดั้งเดิมบางชนิดเข้าสู่จีนจากทางเมโสโปเตเมีย (ตะวันออกกลาง) ก็ตาม แต่จีนก็สามารถแตกกิ่งก้านสาขาออกลูกออกโคนอย่างงดงาม ได้รับการยกย่องเป็นผู้นำในกระบวนการต่างๆ ของเทคนิคเครื่องเคลือบดินเผามาตลอด จนถึงระยะเสื่อมในราวคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งตรงกับราชวงศ์เช็ง ตัวอย่างเช่น จีนเป็นผู้นำการผลิตเซลาดอนต่างๆ มีความรู้ความเข้าใจทางความงามและเทคนิคการเคลือบลักษณะต่างๆ ซึ่งเด่นมากของสมัยราชวงศ์ซ้อง ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 จีนสามารถคิดประดิษฐ์ลายครามได้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน ในคริสต์ศตวรรษที่ 13-14 ่อมาจีนสามารถคิดค้นน้ำยาเขียนสีซึ่งเป็นชนิดเดียวกับเครื่องเบญจรงค์ของไทย การใช้สีเขียน เป็นทางนำไปสู่รูปแบบใหม่ๆ ของการใช้สีสดใส นับแต่สมัยราชวงศ์เหม็ง ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา เซลาดอนที่นิยมว่าสวยที่สุดคือ เซลาดอนสีเขียวหยกเข้ม แบบเตาหลงฉวน (Long Quan : เป็นเตาที่ผลิตเครื่องปั้นดินเผา สีเขียวไข่กาของจีน) โดยทั่วไปสีที่ถูกจัดอยู่ในประเภทสี เซลาดอนมีหลายโทนสี เช่น สีค่อนข้างขาว สีเทามืด สีเหลืองน้ำผึ้งเขียวอมเหลืองจนถึงสีเขียวมะกอก สีน้ำเงินแกมสีเขียวหรือน้ำตาล กระบวนการเผาไหม้ของเซลาดอนที่เรียกว่า Reduction Firing คือการเผาแบบลดออกซิเจนซึ่งตรงกันข้ามกับวิธีการเผา แบบเติมออกซิเจน (Oxidation Firing) อันเป็นการเผาที่จัดส่วนของอากาศให้มากกว่าเชื้อเพลิง โดยปกติออกซิเจนในอากาศเป็นตัวช่วยในการเผาไหม้ได้ดี โดยสัดส่วนของทั้งเชื้อเพลิงและอากาศพอเหมาะกัน ถ้าเชื้อเพลิงมากอากาศน้อยทำให้เกิดคาร์บอนเหลือ อาจเกิดเขม่าควันไฟได้ ถ้ามากเกินไปคาร์บอนที่เหลือ จากการเผาไหม้นี้จะดึง ออกซิเจนในน้ำยาเคลือบออกมาทำปฏิกิริยาทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ นี่คือวิธีการเผา แบบลดออกซิเจนและมีผลทำให้สีเคลือบเปลี่ยนไปจากที่ควรเป็นด้วย ก่อให้เกิดสีที่ซึมซาบนุ่มนวลมีลักษณะสุขุม ลึกซึ้ง เช่น สีเขียวไข่กาแบบเครื่องสังคโลกของสุโขทัย สีเขียวที่ว่านี้ได้จากเหล็กออกไซด์ คือ Iron (Ferric) Oxide ซึ่งตามปกติถ้าผ่านการเผาแบบเติมออกซิเจน (Oxdation Firing) จะให้สีตั้งแต่เหลืองโอ๊คจนถึงน้ำตาลเข้มสุดแท้แต่ ชนิดของน้ำยาเคลือบและปริมาณมากน้อยของ Ferric แต่การเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเป็นสีเขียวไข่กานั้นก็เนื่องมาจากการเผาแบบลดออกซิเจนนั่นเองซึ่งในสมัยโบราณใช้ฟืนเป็น เชื้อเพลิงปัจจุบันอาจใช้น้ำมัน แก๊ส หรือแม้แต่เตาไฟฟ้า ก็อาจทำให้บรรยากาศในเตามีสภาพคล้าย Reduction ได้ โดยการใส่ลูกเหม็นเศษไม้ (สน) ทางรูมอง (Peep Hole) สีเขียวไข่กาประกอบด้วย Shade ต่างๆ ตั้งแต่สีเขียวใส เขียวอมฟ้า เขียวอม เทาแก่อ่อนไม่สู้คงตัวนัก แต่ก็จัดอยู่ในประเภทเขียวทั้งสิ้น ทั้งนี้เนื่องจากน้ำยาเคลือบสังคโลก โบราณนั้นผสมจากเถ้าไม้ และดิน ซึ่งในปัจจุบัน ได้มีการวิเคราะห์ทางเคมี พบว่า ในเถ้าไม้และพืชบางชนิดมีสาร ประกอบของ Sillica,Alumina,Alkaliess (Sodium, Potassium), Calcium ตามเปอร์เซ็นต์มากน้อยต่างกัน นอกจากนี้ยังเหล็กออกไซด์ (Ferrica) และอย่างอื่นผสมอยู่เล็กน้อย ระยะที่เปลี่ยนสีจากน้ำตาลเป็นเขียวนั้น นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เป็นการเปลี่ยนรูปจาก Ferric State เป็น Ferrous State และสีเขียวที่แตกต่างกันไปบ้างนั้นขึ้นอยู่กับบรรยากาศ ในเตาเผาวัตถุดิบทางเคลือบปริมาณมากน้อยของ Ferric Oxide จำนวนสารประกอบของวัตถุดิบที่ใช้ทำน้ำยาเคลือบและเนื้อดินปั้น ริมาณสารประกอบในวัตถุดิบที่แตกต่างกันย่อมส่งผลถึง ลักษณะของเคลือบอย่างหนึ่งคือ การราน การรานหรือการแตกลายงา หากในน้ำยาเคลือบสีปริมาณของโซเดียมสูงทำให้อัตราการยืดหดของน้ำเคลือบสูงกว่าเนื้อดิน ไม่พอเหมาะกัน คืออย่างมากและอย่างน้อยก็จะทำให้เกิดการรานได้ทั้งละเอียดและทั้งหยาบช่างจีนเปรียบการรานละเอียด ว่าเหมือนดัง "ไข่ปลา" และเปรียบการรานอย่างหยาบว่าเสมือน "กรงเล็บปูทะเล"การรานนั้นเกิดขึ้นโดยบังเอิญในการผลิต ครั้งแรกๆ ต่อมาช่างมีความรู้ความสามารถเตรียมการและบังคับได้ ปัจจุบันหากไม่ต้องการให้เกิดการรานก็มักลด พวกสารช่วยละลายเช่น โซเดียม โปแตสเซียม และเพิ่มปริมาณสารดื้อไป เช่น Sillica,Alumina ก็จะเป็นการช่วยลด รอยรานได้ การรานที่กล่าวถึงนี้ถือว่าเป็นสุนทรียภาพทางเคลือบอย่างหนึ่ง แต่ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใส่อาหารรับประทาน เพราะอาหารจะซึมซับสะสมตามรอยรานได้ง่าย การรานของผิวเคลือบทั่วๆ ไป อาจตกแต่งให้เห็นรอยราน ชัดเจนได้ โดยวิธีทาน้ำยาสีละเอียด ให้ซึมลงในรอยราน แล้วนำไปเผาให้สีติดอีกครั้งหนึ่ง แต่ในบางโอกาส ช่างอาจนำภาชนะเคลือบออกจากเตาขณะยังร้อน แล้วใช้สีชนิดที่เป็นไขเช็ดลงบนผิวเคลือบ ความร้อนจะช่วยละลายไข ให้ซึมลงในรอยรานอย่างเร็ว ในกรณีนี้ไม่มีการเผาซ้ำอีก หรืออาจใช้น้ำหมึกสีต่างๆ โดยเฉพาะสีดำทาลงบนผิวภาชนะ เมื่อซึมลงในรอยรานแล้วก็เช็ดทำความสะอาดภาชนะนั้น นับเป็นความสะดวกในการฝึกหัด การที่สีเซลาดอนมีโทนสี ีแตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับส่วนผสมของน้ำเคลือบสีของเนื้อดิน สภาพและอุณหภูมิของเตาเผาสีเคลือบเขียวอย่างหนึ่ง ที่เกิดจากส่วนผสมทางเคมี คือ ตะกั่ว ทองแดง และอื่นๆ นั้น ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของเซลาดอน เมื่อไม่นานมานี้ได้มีความเคลื่อนไหวที่จะให้เรียกเครื่องปั้นดินเผาชนิดเซลาดอนว่า"เครื่องถ้วยสีเขียว" (Green Wares) ซึ่งถ้าหากเป็นความจริงก็เป็นที่น่าเสียดายมากเพราะเซลาดอนบางอย่างไม่ได้มีโทนสีเขียวและเครื่องปั้นดินเผาสีเขียวบางชนิด ก็ไม่ถูกจัดว่าเป็นเซลาดอน เซลาดอนชนิดที่ดีที่สุดของศรีสัชนาลัยมีสีเขียวน้ำทะเลและสีเขียวมะกอกเข้มน้ำเคลือบจะเป็นเงาใสเหมือนกระจกและราน เนื่องจากการเคลือบเซลาดอนทำได้ยาก เพราะการควบคุมอุณหภูมิภายในเตาเผา ถ้าหากอุณหภูมิสูงเกินกว่าจุด ที่กำหนดไว้ น้ำเคลือบจะไหลลงไปยังขอบล่าง ของภาชนะอย่างไม่สม่ำเสมอ น้ำเคลือบบางและหนาไม่เท่ากัน บางครั้งไหลเยิ้มลงไปติดกี๋ทำให้ภาชนะชิ้นนั้นติดกับกี๋ไม่สามารถแกะจากกี๋ได้ ภาชนะเซลาดอนที่สวยที่สุด คือ พวกกระปุกรูปแบบต่างๆ ชาม และพาน มีลวดลายที่เซาะเป็นร่องลึกหรือขุดเป็นร่องลึก ลงในเนื้อดินที่ด้านนอกของภาชนะก่อนนำไปเคลือบภายในภาชนะเป็นลายดอกไม้ ลายเรขาคณิต ลายเส้นโค้ง เหมือนลูกคลื่นแบบง่ายๆ และลายเมฆ ชามเซลาดอนบางใบมีลวดลายเป็นตารางไขว้กันผสมกับลายดอกไม้ เครื่องเซลาดอนที่ส่งเป็นสินค้าออก ได้แก่ ขวดทรงกลมขนาดใหญ่ปากแคบมีหู 2 ข้าง ไหทรงกลม แจกันรูปผลไม้มีหูจับแจกันขนาดใหญ่ ขวด สำรับ กระโถน บาตร และโกศมีผสมอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก เซลาดอนรูปทรงที่กล่าวมาแล้วบางชนิดพบในประเทศไทย รูปทรงของเซลาดอนที่ทำภายในท้องถิ่นมีความแตกต่างกับที่ทำส่งเป็นสินค้าออก ของที่ทำใช้ภายในนั้นส่วนใหญ่เป็น เซลาดอนที่มีคุณภาพไม่ดีนัก เช่น ของที่ใช้ภายในครัวเรือน รูปตัวสัตว์ เช่น นก ตุ๊กตาเสียกบาล แจกัน ชาม แก้วและพานจากการขุดค้นเครื่องปั้นดินเผาเป็นจำนวนมากในบริเวณหลุมฝังศพในเขตเทือกเขาสูงจังหวัดตาก พบว่ามีชามเซลาดอนชนิดที่สวยงามและมีคุณภาพดีจากศรีสัชนาลัย ปะปนอยู่ด้วย เราไม่สามารถบอกได้ว่าเครื่องปั้นดินเผาเซลาดอนนี้พัฒนามาจากเครื่องปั้นดินเผามอญหรือไม่แต่เชื่อว่าคงจะมีความ เกี่ยวข้องกับชามขนาดเล็กที่ถูกเผาในชามขนาดใหญ่ของกลุ่มเครื่องปั้นดินเผามอญ ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ไม่ว่าจะเป็นชาม เซลาดอนรูปตัวสัตว์มักจะพบทั่วๆ ไป เครื่องปั้นดินเผากลุ่มนี้พบที่จังหวัดตาก มีความงดงามมากและคล้ายคลึงกับชนิด ที่เป็นสินค้าส่งออก ในที่นี้ขออธิบายเกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผามอญพอสังเขปว่าเป็นเครื่องปั้นดินเผาชนิดเคลือบกลุ่มแรกที่ผลิตที่เกาะน้อย เครื่องปั้นดินเผามอญเป็นชื่อที่ใช้เรียกกันในปัจจุบัน แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวมอญเป็นผู้ผลิต มีผู้สันนิษฐานว่าชาวมอญ เป็นผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผากลุ่มนี้ ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานที่น่าจะเป็นไปได้เครื่องปั้นดินเผากลุ่มนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ล้านนามากกว่าผลิตภัณฑ์จากเตาเผาอื่นๆ ในอาณาจักรสุโขทัย เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่ทำอย่างหยาบๆ จากดินดำ ซึ่งมีแร่เหล็กปนอยู่ เคลือบด้วยน้ำดินสีขาว เมื่อเผาเสร็จแล้วจะได้ภาชนะสีเขียวมะกอกในส่วนที่น้ำเคลือบหนา และสีเขียว อมเหลืองในส่วนที่น้ำเคลือบบาง สำหรับไหเคลือบสีน้ำตาลเมื่อเผาเสร็จ น้ำเคลือบจะไม่ไหลอาบทั่วภาชนะ แต่น้ำเคลือบ จะปรากฎเป็นจุดๆสีน้ำตาล (Mottle Brown) รอบภาชนะ ก้นชามแบนเรียบไม่มีขอบก้นชาม ชามด้านนอกไม่เคลือบ ชามด้านในมีขอบเป็นแนว รอบชาม กั้นระหว่างก้นและปากชาม แนวรอบชามนั้นอยู่ค่อนมาทางปากชาม ซึ่งค่อนข้างหนา และไม่ได้เคลือบ ที่กลางก้นชาม ด้านในมีรอยขากี๋ 4 รอย วิธีการวางภาชนะในเตาเผาวางโดยคว่ำปากชามซ้อนปาก และก้นซ้อนกัน (Lip to Lip and Base to Base) เป็นตั้งสูง ภายในชามแต่ละคู่มีชามใบเล็กวางอยู่บนกี๋ งบน้ำอ้อย มีขาเล็กเป็นปุ่ม 4-5 ปุ่ม จากปุ่มนี้เองที่ทำให้เกิดรอยในชามตามที่กล่าวมากแล้วซึ่งชามใบเล็กเหล่านี้เป็นชามที่มีความสวยงามเพราะคล้ายกับถูกเผา โดยการใช้หม้ออบ (Sagger) ซึ่งทำให้ภาชนะไม่ถูกเถ้าถ่านในเตาชามใบเล็กเหล่านี้ เคลือบสีเขียวมะกอกอย่างงดงามทั้งภาย ในและภายนอก รวมทั้งเคลือบปากด้วย มีขอบฐาน แต่อย่างไรก็ตามคุณภาพในการผลิตยังไม่สมบูรณ์นัก ถ้วยขนาดเล็กและ แจกันซึ่งมีหูเล็กๆ และก้นเรียบ และที่ก้นมีรอยนิ้วมือติดอยู่เนื่องมาจากการดึงภาชนะจากแป้นหมุน เครื่องปั้นดินเผามอญพบมาก ในบริเวณหลุมฝังศพบนเทือกเขาสูงจังหวัดตาก แต่ยังไม่มีหลักฐานแน่นอนว่า เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตเพื่อเป็นสินค้าส่งออก การทำเครื่องปั้นดินเผาในภาคเหนือของไทยมีมานานแล้ว หลักฐานเก่าที่พบ ได้แก่เครื่องปั้นดินเผาหริภุญไชยในเขตลำพูน อันเป็นวัฒนธรรมทวารวดีตอนปลายประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 ลงมา แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของศิลปวัฒนธรรม ในอดีตบนดินแดนแถบนี้ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายกันดี ได้แก่ เครื่องปั้นดินเผาที่มีอายุหลังลงมาประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 อันเป็นสมัยของแคว้นสุโขทัยและล้านนาในภาคเหนือตอนบนพบแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาหลายแห่ง เช่น ที่ อ.สันกำแพงจ.เชียงใหม่ ซึ่งเรียกกันในชื่อเฉพาะว่าเครื่องปั้นดินเผาสันกำแพง ด้วยเหตุที่แต่ละท้องถิ่นจะมีลักษณะของผลงานแตกต่างกันไป นอกจากนี้ยังมีเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง ซึ่งพบกับที่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เครื่องปั้นดินเผาพาน ที่ อ.พาน จ.เชียงราย เครื่องปั้นดินเผาพะเยา จ.พะเยา เป็นต้น ตามแหล่งโบราณคดีเหล่านี้ได้พบซากเตาเผาและเศษเครื่องปั้นดินเผาอยู่ทั่วไป เชื่อว่าเป็นการผลิตขึ้นมาเพื่อใช้กันอยู่ ในท้องถิ่นแต่ก็คงเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชนต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกันด้วยเพราะได้พบหลักฐานเครื่องปั้นดินเผา จำนวนมากตามเทือกเขาสูงแนวพรมแดนไทย-พม่า ในเขต อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และจ.ตาก หนึ่งในจำนวนนั้น เป็นเครื่องปั้นดินเผาจากเตาสันกำแพง เมื่อพิจารณาถึงความเจริญรุ่งเรืองของศิลปวัฒนธรรมล้านนาตั้งแต่ต้นราชวงศ์มังรายลงมาอันมีหลักฐานทางสถาปัตยกรรมประติมากรรม วรรณคดี ฯลฯ ก็ไม่น่าสงสัยว่าเครื่องปั้นดินเผาในล้านนาคงจะเจริญรุ่งเรืองเช่นเดียวกับศิลปวัฒนธรรมอื่นๆ เพียงแต่ขาดการขุดค้นศึกษาอย่างจริงจัง ทำให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผาล้านนาไม่กระจ่าง ระยะเวลาที่ยาวนาน ของอาณาจักรเชียงใหม่ตั้งแต่ 700 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพทางสังคมการเมืองและผลจากสงคราม ทำให้ ประวัติศาสตร์ของการทำเครื่องปั้นดินเผาในล้านนาขาดหายมืดมนไม่สามารถจะสืบสาวต่อมาจนถึงปัจจุบันได้ เช่นเดียวกับการเริ่มต้นของการทำเครื่องปั้นดินเผาชนิดเซลาดอนขึ้นมาอีกครั้งในเชียงใหม่ยุคปัจจุบัน ข้อมูลส่วนนี้อาจเลือนหายไปในภายภาคหน้าถ้าขาดการบันทึก ผู้เขียนจึงต้องการเผยแพร่ประวัติความเป็นมาไว้ แม้ไม่กระจ่างแจ้งทั้งหมดแต่ก็คาดว่าจะเป็นข้อมูลที่เพิ่มเติมช่องว่างของความรู้ด้านเครื่องปั้นดินเผาในล้านนายุคปัจจุบันให้แคบเข้า แม้เพียงเศษเสี้ยวก็ยังดี เซลาดอนเชียงใหม่ยุคปัจจุบันได้กำเนิดขึ้นมาประมาณเมื่อกว่า 80 ปีมาแล้ว โดยชาวไทยใหญ่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน อยู่ในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งไม่ทราบประวัติแน่ชัดว่าอพยพมาจากรัฐฉานในประเทศพม่าหรือมาจากถิ่นใด ชาวไทยใหญ่เหล่านี้ ตั้งบ้านเรือนและเตาทำเครื่องปั้นดินเผาขึ้นมาในแถบประตูช้างเผือก (บริเวณธนาคารกรุงเทพ สาขาช้างเผือก และโรงแรมช้างเผือกถนนโชตนา) เป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านหรือกิจการในครอบครัว โดยเจ้าของเตาลงมือปั้นเองเผาเอง เครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตขึ้นมาเป็นสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวันของชาวเชียงใหม่สมัยนั้น ได้แก่ กระถางสำหรับแช่ข้าวนึ่ง (ข้าวเหนียว) หรือคนเมืองเหนือ เรียกว่า "หม้อข้าวพม่า" เป็นกระถางเคลือบขนาดย่อมๆ ใช้สำหรับหม่าข้าวหรือแช่ ข้าวเหนียวใส่น้ำค้างคืนเพื่อนึ่งในตอนเช้า เป็นสิ่งของที่ใช้กันทั่วไปในภาคเหนือ นอกจากนั้นก็ยังมีการทำพานใส่เมี่ยง (ใบชาหมักกินเป็นของว่าง) ถ้วยรองขาตู้ กระถางต้นไม้ เป็นเครื่องปั้นดินเผาชนิดเนื้อดินหยาบ โดยใช้ดินเหนียว (Ball Clay)ผสมกับดินทนไฟ (Fried Clay) ด้วยวิธีการผสมและเตรียมดินแบบพื้นบ้านขึ้นรูปเป็นชิ้นงานด้วยการใช้การปั้นบน แป้นหมุน (Potter Wheat) โดยใช้แรงงานคนเป็นผู้หมุนแป้น ส่วนน้ำยาเคลือบนั้นเป็นน้ำเคลือบขี้เถ้าไม้ (Ash Glaze) ซึ่งได้มาจากขี้เถ้าไม้มะก่อตาหมู และขี้เถ้าไม้รกฟ้าผสมกับดินหน้านาเผาออกเป็นสีเขียวอ่อนแบบน้ำเคลือบเซลาดอน (Celadon) ลักษณะของเตาเป็นเตาประเภท Cross-Clraught ที่ใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง การเผาเตาต้องใช้ความชำนาญมากเพราะความร้อนภายในเตาจะไม่เท่ากันกล่าวคือ อุณหภูมิระหว่างบริเวณภายใน เตาด้านหน้า กลางเตา หลังเตา และส่วนที่ติดปล่องไฟจะมีความแตกต่างกันมาก จึงนิยมวางเครื่องปั้นดินเผาที่ต้องการ เคลือบไว้ในบริเวณส่วนหน้าตลอดเข้าไปถึงตรงกลางของเตา เพราะเป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงพอเหมาะต่อการ เคลือบเซลาดอนส่วนบริเวณหลังหรือท้ายๆ เข้าไปในเตาจนถึงส่วนที่เป็นปล่องไฟอุณหภูมิจะต่ำกว่า จึงใช้วางเผาภาชนะที่ไม่เคลือบหรือเครื่องปั้นดินเผาเนื้อแดง เช่น กระถางต้นไม้ต่างๆ การควบคุมอุณหภูมิในเตา ต้องใช้การสังเกตดูแสงไฟจากปล่องเตาเผาเพื่อหาอุณหภูมิที่ต้องการ เป็นเทคนิคความรู้ที่ถ่ายทอดกันมา และคงจะสูญสิ้นหมดแล้ว บุคคลผู้บุกเบิกการทำเครื่องปั้นดินเผาเซลาดอนในเชียงใหม่รุ่นต่อมาก็คือ "ลุงแดง" หรือ "คุณบุญยืน วุฒิสรรพ์" ลุงแดงได้ตั้งเตาเผาเซลาดอนขึ้นที่บ้านแม่หยวก ต.ช้างเผือก ถนนโชตนา กม.ที่ 6 เริ่มต้นทำเครื่องปั้นดินเผา เช่นเดียวกับช่างชาวไทยใหญ่ที่ทำมาก่อน แตกต่างตรงที่นอกเหนือจากงานเครื่องปั้นดินเผาแบบพื้นบ้านแล้ว ลุงแดงได้เริ่มต้นทำแจกันเคลือบเซลาดอน เป็นฐานโคมไฟขึ้นมา เป็นการบุกเบิกให้เครื่องเคลือบเซลาดอน ได้ขยายตัวไปสู่การเป็นผลิตภัณฑ์ใช้งานและตกแต่งบ้านเรือนในวงกว้างมากขึ้น แพร่หลายจากของใช้เล็กๆ ภายในท้องถิ่นไปสู่ส่วนกลางของประเทศ เริ่มเป็นที่นิยมของผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีทั้งหลาย ดินหน้านาที่เป็นวัสดุสำคัญสำหรับทำน้ำเคลือบก็มีสารเคมีประเภทยาฆ่าแมลง หรือยาฆ่าหญ้าปนเปื้อนอยู่ทั่วไป แหล่งดิน หน้านาที่ยังคงมีคุณภาพดีดังเดิมยังพอมีเหลืออยู่บ้าง แถบอำเภอแม่ริมเหล่านี้เป็นผลไปถึงลักษณะผลิตภัณฑ์ที่เคยมี ความงามของตัวเองอันเกิดจากกรรมวิธีการผลิตและวัสดุจากธรรมชาติเป็นสำคัญ ต่อมาบริษัทไทยเซลาดอนได้เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ โดยซื้อกิจการจากลุงแดงมาปรับปรุงระบบการผลิตและการจำหน่าย เพิ่มแบบของผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น ทำให้เครื่องเคลือบเซลาดอนแพร่หลายออกไปยังต่างประเทศ ส่วนลุงแดง หรือคุณบุญยืน วุฒิสรรพ์ ได้ไปตั้งโรงงานขึ้นใหม่ที่ถนนสายเชียงใหม่-หางดง กม.ที่ 4 ชื่อโรงงานเชียงใหม่ สังคโลก สร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเช่นเดียวกับบริษัทไทยเซลาดอนจึงมีโรงงานผลิตเครื่องปั้นดินแบบเซลาดอนขึ้นมา 2 โรง ในจังหวัดเชียงใหม่ยุคนั้นตลาดเซลาดอนดีสูงสุดเมื่อคราวสงครามเวียดนามถือเป็นยุคทองของเซลาดอนยุคใหม่เพราะ เป็นสินค้าที่ระลึกยอดนิยมชนิดหนึ่งสำหรับทหารอเมริกัน เป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจุบันโรงงานเชียงใหม่สังคโลกได้หยุด กิจการไปแล้ว ปัจจุบันมีโรงงานเครื่องปั้นดินเผาประเภทเซลาดอนเกิดขึ้นอีกหลายแห่งในเชียงใหม่ แต่ก็ยังไม่นับว่ามีจำนวนมากนัก นับว่าเป็นแหล่งผลิตเซลาดอนที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของประเทศมีโรงงานกระจายอยู่ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอแม่ริม อำเภอสันกำแพง อำเภอสันทรายและอำเภอสารภี กรรมวิธีการผลิตเซราดอนได้เปลี่ยนแปลงไปตาม สภาวะแวดล้อมโดยเปลี่ยนจากการใช้เตาฟืนมาเป็นเตาใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ทั้งนี้เพราะไม้ฟืน หายากและมีราคาแพง ปัจจุบันการปรับปรุงกรรมวิธีการผลิตและการใช้วัสดุที่สอดคล้องกับยุคสมัยนิยมให้คงลักษณะความงาม เฉพาะตัวของเซลาดอนที่มีมาตั้งแต่ยุคสุโขทัยและล้านนานั้นเป็นสิ่งที่ยากและท้าทาย ยังรวมไปถึงการ พัฒนาด้านการออกแบบ (Design) และการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เครื่องปั้น ดินเผาเซลาดอน ได้แพร่หลายออกไปสู่การใช้สอยในวงกว้างมากขึ้น ไม่เพียงจำกัดอยู่เฉพาะเป็นชุดอาหาร ตามห้องอาหารหรือในโรงแรมใหญ่ๆ เท่านั้นยังเป็นการรักษาเครื่องปั้นดินเผาเซลาดอนของเชียงใหม่ ให้คงอยู่ตลอดไปอีกด้วย