![]()
![]()
เครื่องเบญจรงค์ เป็นเครื่องปั้นดินเผาชนิดเขียนลวดลายบนเคลือบ คำว่า “เบญจรงค แปลว่าห้าสี อาจจะ มีตั้งแต่ 3-8 สีขึ้นไป เช่น สีแดง เหลือง ขาว ดำ เขียว และสีอื่นๆอีกเครื่องเบญจรงค์ของไทยในอดีตนั้นมาจากประเทศจีนโดยตรงและอีกส่วนหนึ่งทางราชสำนักกรุงสยามสมัยอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เริ่มสั่งทำมาจากจีนโดยเฉพาะโดยมีรูปแบบเป็นชามรูปบัว โถ ฝาตกแต่งเขียนลวดลายเป็นลายไทย เช่น ลายเทพนมต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ส่งชาวไทยไปดูงานการทำเครื่องเบญจรงค์ที่ประเทศจีนเพื่อนำมาผลิตเองในประเทศไทยมาภายหลังจึงเกิดความนิยมเครื่องเบญจรงค์แพร่หลายมากขึ้น และมีการพัฒนากรรมวิธีการการผลิตโดยใช้สีทองตัดเส้นและเขียนลวดลายเรียกว่า “ลายน้ำทองนับเป็นงานหัตถกรรมที่อาศัยฝืมือความชำนาญและใช้เวลานานในการเขียนลวดลายตกแต่งให้ประณีตสวยงามจึงเหมาะสมที่จะใช้เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องประดับตกแต่งภายในสถานที่ซึ่งต้องการความหรูหราสวยงามในบรรยากาศแบบไทยๆและเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกให้แก่ชาวต่างประเทศแหล่งผลิตที่สำคัญอยู่ในท้องที่จังหวัดกรุงเทพมหานครจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดลำปางเครื่องลายครามเครื่องปั้นดินเผาชนิดเคลือบลวดลายน้ำเงินขาวเนื้อดินเผาเป็นสีขาวเคลือบขาวใสเผาจนถึงจุดสุกตัว อุณหภูมิสูงตั้งแต่ 1250 องศาเซลเซียสขึ้นไป ผิวเป็นมันเงางาม ลวดลายเขียนใต้เคลือบสีน้ำเงินอ่อนแก่ ตามประวัติกล่าวว่าจีนเป็นชนชาติที่มีการริเริ่มและพัฒนาเครื่องลายครามเป็นเวลายาวนานกว่าเครื่องปั้นดินเผาชนิดเคลือบประเภทอื่น ๆ ในโลก และเป็นแม่แบบสำคัญให้กับเครื่องปั้นดินเผาชนิดเคลือบ ในดินแดนแถบเอเชียอาคเนย์และยุโรปรูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องลายครามมักจะให้ความรู้สึกเคร่งขรึม และสง่าภาคภูมิสวยงาม มีคุณค่าทางศิลปหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์เครื่องลายครามจึงมีคุณภาพสูง และอาศัยฝีมือการทำอย่างประณีตรูปแบบที่นิยมทั่วไป เช่น ชุดภาชนะเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เช่น ถ้วยโถโอชาม จาน ชุดน้ำชา และผลิตภัณฑ์ เครื่องประดับตกแต่ง เช่น กระถาง แจกัน และตุ๊กตาเครื่องประดับ ฯลฯ แหล่งผลิตเครื่องลายครามที่มีชื่อเสียงอยู่ในท้องที่จังหวัดลำปาง เชียงใหม่ นครปฐมสมุทรปราการและกรุงเทพมหานครเครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทอง เป็นชื่อเรียกเซรามิกอีกประเภทหนึ่ง ที่มีใช้ในประเทศตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ประมาณรัชกาลที่ 5 จึงเป็นเครื่องถ้วยที่มีอายุประมาณพุทธศตวรรษ ที่ 22-25 แต่เป็นเครื่องถ้วยที่ทำเป็นพิเศษจากประเทศจีนโดยช่างไทยเป็นผู้ออกแบบให้ลายให้สีตามรสนิยมของคนไทยส่งออกไปให้ช่างจีนผลิตในประเทศจีน จึงเป็นถ้วยชามที่มีรูปลักษณะของไทย โดยเฉพาะเครื่องถ้วยเบญจรงค์ และลายน้ำทองจัดเป็นเครื่องถ้วยจีนไทย (SINO-THAI WARES)ตามความหมาย เบญจรงค์ แปลว่าห้าสีดังนั้นถ้วยชามเบญจรงค์จึงหมายถึงชามที่มีห้าสี แต่ที่เราพบเห็นถ้วยชามเบญจรงค์จะมีสีตั้งแต่สามสี ขึ้นไป ถึงห้าสีหรือแปดสี สีหลักที่เห็นเป็นประจำคือ แดง เหลือง ขาว ดำ เขียวน้ำเงิน นอกจากนี้ยังพบสีชมพู ม่วง แสด น้ำตาลบ้างแต่ส่วนใหญ่ถือว่า ห้าสี จีนเรียกว่า อู๋ไฉ่ (Wu-Ts' ai) ถ้วยชามเบญจรงค์จัดเป็นเครื่องถ้วยขาวที่เขียนลายสีตกแต่งโดยวิธีลงยา อยู่ในประเภทเครื่องถ้วยลงยานอกเคลือบ(OVERGLAZE ENAMEL WARES) จึงมีสีนูนเหนือพื้นถ้วย เพราะเป็นสีลงยา เครื่องถ้วยลายน้ำทอง”จัดอยู่ใน ประเภทเดียวกัน แต่เพิ่มสีทองเป็นสีพื้นหรือแต้มสีทองระหว่างสีเบญจรงค์หรือเขียนเส้นตัดสีทอง (ในที่นี้เราจะพูดถึง เครื่องถ้วยเบญจรงค์เป็นหลัก) ถ้วยชามเบญจรงค์ ไม่ถือเป็นสินค้าส่งออกทั่วไปของจีน แต่เป็นของไทยสั่งทำโดยเฉพาะสำหรับใช้ในราช สำนัก วังเจ้านายและบ้านขุนนางชั้นสูง ไม่ใช่เครื่องถ้วยที่มีจำหน่ายในท้องตลาดสำหรับสามัญชนทั่วไปที่จะซื้อหาไปใช้ได้เปรียบได้กับผ้าลายที่ไทยส่งตัวอย่างไปสั่งทำที่ประเทศอินเดียเข้าทำนองไทยสั่งอินเดียผลิตซึ่งผ้าลายเหล่านี้จะมีใช้เฉพาะราชสำนักและพระราชทานขุนนางเท่านั้นช่างไทยเป็นช่างศิลปะไม่ใช่ช่างเทคนิคคนไทยอาจจะสนใจในการประดิษฐ์คิดค้นทางเทคโนโลยีน้อยกว่าทางด้านศิลปะผ้าพิมพ์ลายช่างศิลป์ไทยออกแบบลวดลายและสีสันตามรสนิยมไทยได้สวยงามมากแต่ส่งให้แขกผลิตในประเทศอินเดียเครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทอง ช่างไทยออกแบบรูปทรงเขียนลายให้สีวิจิตรงดงาม แต่ช่างจีนผลิตและโดยเหตุที่มีชามเบญจรงค์และลายน้ำทองของราชสำนักที่งามประณีตเป็นพิเศษจนกระทั่งเกิดความเข้าใจกันว่าอาจจะเป็นฝีมือเขียนของช่างไทยมิใช่เพียงส่งแบบไปให้จีนลอกเลียนเขียนตามแต่ช่างไทยอาจเขียนเอง โดยสั่งเครื่องถ้วยชามกระเบื้องขาวมาเขียนสีเบญจรงค์ไทยบนน้ำเคลือบสีแล้วควบคุมการผลิตแต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิได้มีเอกสารยืนยันแต่การเอาเครื่องกระเบื้องขาวของจีนมาเขียนสี แล้วเผาเอง หลังจากลงสีแล้วมีปรากฎ ในรัชกาลที่ 5 เครื่องถ้วยเบญจรงค์เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานได้จากการขุดพบในจังหวัดอยุธยา และจาก การเทียบลักษณะลวดลายและการใช้สี โดยเทียบสีที่ใช้กับเครื่องถ้วยเขียนสีของจีน พบว่าเครื่องถ้วยเบญจรงค์บางชิ้นที่บอกรัชกาลไว้พอเป็นหลักฐานบ้าง โดยทั่วไปแล้ว ไม่มีเครื่องหมาย จีนนิยมเครื่องถ้วยลงยา 5 สี มาตั้งแต่ปลายราชวงศ์หมิงโดยเฉพาะสมัยพระเจ้าวั่นลี่ (พ.ศ.2116-2163) และสืบมาจนถึงสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งตรงกับปลายอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์เบญจรงค์ถือเป็นเครื่องกระเบื้อง (PORCELAIN) ชั้นดี แต่ก็พบกระเบื้องคุณภาพต่ำบ้างเหมือนกัน สันนิษฐานกันว่า เกิดจากพ่อค้าจีนทำขึ้นมาจำหน่าย ชนิดนี้ถือเป็นเครื่องปั้นดินเผาไฟสูงที่เรียกว่า STONE WARE อย่างเนื้อเครื่องถ้วย สังคโลก ที่เห็นทั่วไปมักจะเป็นประเภทจานเชิง แต่ถ้าเป็นของดีจะต้องเป็นเนื้อกระเบื้องซึ่งไทยเรียกว่า กระเบื้องกังไส ที่สั่งทำสำหรับราชสำนักจะผลิตที่จิงเต๋อเจิ้น (CHING-TE-CHEN) ซึ่งอยู่ในมณฑลเกียงสี (KIANGSI)ไทยเรียกกังไส”แต่ที่คุณภาพต่ำคงจะทำที่เตาชนบท ส่วนการเขียนสีหรือลงยาน้ำอาจจะทำที่กวางตุ้งซึ่งเป็นแหล่งผลิต เครื่องถ้วยจำหน่าย ต่างประเทศของจีนในสมัยราชวงศ์ชิง (พ.ศ. 2325-2453) ส่วนใหญ่จะผลิตในรัชสมัยพระเจ้าจาชิง (CHIA CHING) พ.ศ. 2334-2363 และพระเจ้าเต้ากวง (TAO KUANG) พ.ศ. 2364-2393 ซึ่งตรงกับสมัยรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 2-3 ซึ่งเป็นสมัยที่มีเครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทองมาก และยังคงสั่งเข้ามาเรื่อย ๆ จนถึง รัชกาลที่ 5 ด้วยเหตุที่เครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทองเป็นของใช้ในราชสำนักโดยเฉพาะในสมัยแรกๆสามัญชนจะใช้ไม่ได้ แต่หลังจากสมัยรัชกาลที่ 2 ไปแล้วผู้ใดมีเงินมากก็อาจจะซื้อหามาใช้ได้จึงมีเครื่องถ้วยรุ่นหลังทำมาจำหน่ายที่มิใช่ของสำหรับราชสำนักจึงปรากฎมีเครื่องถ้วยเบญจรงค์คุณภาพต่ำในสมัยหลังแต่เครื่องถ้วยลายน้ำทองสั่งทำเฉพาะพระราชสำนักเท่านั้นเราอาจจะเทียบสีน้ำเคลือบลงยาได้กับเครื่องถ้วยจีนในสมัยเดียวกันและเป็นทางหนึ่งในการกำหนดอายุวัตถุ เครื่องถ้วยเบญจรงค์ต้องผ่านการเผาหลายครั้ง เมื่อทำเครื่องกระเบื้องขาว (PORCELAIN) แล้วจึงลงยาสีต่าง ๆ ตามลวดลายไทยซึ่งนิยมเขียนเต็มเนื้อที่ ไม่มีที่ว่างเหลือไว้เฉพาะขอบก้นชาม จึงใช้สีมากทั่วทั้งใบทั้งข้างนอกและข้างใน เข้าเตาเผาหลายครั้ง ถ้ามากสีและมีสีที่ใช้อุณหภูมิแตกต่างกันสีทองจะเผาทีหลังสุดจึงทำให้เครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทองมีราคาสูงสีเคลือบลงยาที่ใช้ในสมัยอยุธยา เทียบได้กับเครื่องถ้วยเขียนสีของจีน รัชกาลพระเจ้าคังฮี (KANG-HESI) (พ.ศ. 2205-2265) สีส่วนใหญ่ออกทางสีเขียว หรือสีในตระกูลเขียว(FAMILLE VERTE)ตระกูลสีดำ(FAMILLE NOIRE)และตระกูลสีเหลือง (FAMILLE JAUNE)ทำที่เตาเผาจิงเต๋อเจิ้น(CHING-TE-CHEN)แต่ในสมัยหลัง เมื่อนิยมสีตระกูลชมพูหรือที่เรียกว่า (FAMILLE ROSE)แล้วคงจะเขียนสีลงยาที่เมืองกวางตุ้งซึ่งเป็นแหล่งผลิตเครื่องถ้วยส่งต่างประเทศของจีนทั้งยุโรปเอชียเครื่องถ้วยที่จัดอยู่ในสมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์เป็นประเภท “ชามเทพนม”ข้างนอกพื้นลงยาดำอมเขียว เขียนลายเทพนม-นรสิงห์ และกนกเปลว ข้างในพื้นสีเขียว ขอบก้นชาม สมัยอยุธยามักเป็นสีแดงหรือสีเขียว เราจะพบเครื่องถ้วยเบญจรงค์ทั้งในรูปทรงจีน ทรงไทยและรูปทรงที่ได้อิทธิพลจากอินเดีย เนื่องในพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ในราชสำนักใช้ชามฝาเป็นชุดสำรับอาหารคาวหวาน พานหรือจานเชิงไทยสั่งทำเพื่อเป็นภาชนะ เป็นเถาจากใหญ่ไปจนเล็กสุด ใช้ใส่ขนมหรือผลไม้ ที่เป็นรูปโถมีมากมายหลายแบบหลายทรง หลายขนาด เช่นโถรูปแตง โถทรงโกศ โถทรง มะเฟืองและโถปริก ฯลฯ ฝาโถก็มีหลายทรง เช่น ฝาทรงมัณฑ์ ฝายอดลูกแก้วกลม ที่ผลิตเป็นภาชนะเครื่องใช้สอยในรูปทรงต่าง ๆ ได้แก่ จาน ชาม โถขนาดต่างๆจานเชิงชามเชิงกาน้ำชุดถ้วยชาชุดตั้งโต๊ะบูชากระโถนลวดลายรูปทรงและสีสันที่ใช้แต่ละสมัยมีความแตกต่างกันตามรสนิยมของแต่ละยุคในสมัยอยุธยามีชามเบญจรงค์ทรงมะนาวตัดและทรงบัวลวดลายที่นิยมใช้ในสมัยอยุธยา ได้แก่ ลายเทพนมนรสิงห์มีลายกนกเปลวประกอบภายในชามเคลือบสีเขียวชามเบญจรงค์ที่เป็นลายเทพนมนั้นยังคงเป็นลายที่ใช้สืบมาจนถึงรัตนโกสินทร์จึงนิยมเรียกกันเป็นสามัญว่า“ชามเทพนม”โดยเหตุที่มีลายเทพนมเป็นหลักสลับกับลายอื่น เช่น ราชสีห์ หน้าสิงห์ ยักษ์ ครุฑ กินรี เป็นต้นขอบก้นชามเคลือบแดง แต่ไม่เคลือบตลอดเป็นที่สังเกตได้ในสมัยกรุงธนบุรี ตามประวัติศาสตร์ปรากฎว่ามีการสั่งซื้อภาชนะ ถ้วยชาม จากจีนเช่นเดียวกับสมัยอยุธยมีทั้งภาชนะธรรมดาและภาชนะที่เป็นเบญจรงค์ มีลักษณะลวดลายสีสันเหมือนแบบอยุธยา รูปทรงอาจแตกต่างไปบ้างเบญจรงค์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช(รัชกาลที่1)และปลายอยุธยามีความเหมือนจนยากที่จะชี้ชัดนอกจากสังเกตลวดลายและการใช้จะพบว่า“ชามเทพนม”มีใช้มากแต่สีที่ใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์จะเริ่มมาใช้ทางชมพู หรือ (FAMILLE ROSE)มากขึ้น ซึ่งสมัยรัชกาลที่ 1 จะตรงกับรัชกาล พระเจ้า เชียนหลง (CHIEN-LUNG) พ.ศ. 2279-2334 และพระเจ้าเจียจิง (CHIA-CHING)พ.ศ. 2334-2363 ของจีนสมัยนี้ยังคงใช้ลายเทพนม แต่ชามเทพนมสมัยรัชกาลที่ 1 มักจะมีพื้นในขาวมากกว่าพื้นในเขียว พื้นนอกสมัยอยุธยาสีดำ แต่สมัยรัชกาลที่1 ส่วนใหญ่เป็นสีอื่นสีแดงสนิมเหล็ก(IRON-RED)ซึ่งตรงกับเครื่องถ้วยจีนสมัยเชียนหลงที่ทำส่งขายต่างประเทศเป็นสินค้าออก ลายเทพนมมักสลับด้วยรูปอื่นแทนนรสิงห์ เทพพนม-ครุฑ เทพ พนม-ราชสีห์ เทพนม-หน้าสิงห์ ลายประดับแทนที่จะใช้กนกเปลว เปลี่ยนเป็นลายก้านขดสีเขียวก็แปลกไปเป็น เขียวอมผ้า หรือเขียวฝรั่งในรัชสมัยนี้มีชามเบญจรงค์อยู่พวกหนึ่งซึ่งฝีมือเขียนไม่ประณีต ลักษณะคล้ายเป็นของเลียนแบบลายไทย เรียกโดยทั่วไปว่า ชามเทพนมจีนหรือเทวดาท้องพลุ้ย หรือเทวดาจีน บนพื้นสีต่าง ๆ เช่น เหลือง ชมพู และม่วงอ่อน เข้าใจกันว่าจีนคงจะทำมาจำหน่าย ไม่ใช่ของหลวงสั่งทำ และสีที่ใช้มีสีเขียวที่ขอบก้นชาม จึงคาดว่าจะมีอายุอยู่ใน สมัยปลายรัชกาลพระเจ้าเจียจิง ซึ่งเป็นปลายรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 2 แต่นักสะสมเชื่อว่า มีอายุอยู่ในราวปลายอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์ (ในรัชกาลที่1ปรากฎว่ามีเครื่องถ้วยลายน้ำทองใช้แล้วดังปรากฎหลักฐานจากชามลายน้ำทองลายดอกไม้และนกมีเครื่องหมายใช้บอกรัชกาลเจียจิง 2339-2363)ต่อมาในรัชกาลที่ 2 (พ.ศ.2352-2367) ถือเป็นสมัยที่ศิลปกรรมและวรรณกรรมรุ่งเรืองสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชินี ทรงกำกับห้องเครื่องฝ่ายในและทรงสั่งเครื่องถ้วยชามจากเมืองจีนสำหรับใช้ในราชสำนักนอกจากเครื่องถ้วยเบญจรงค์แล้วทรงสั่งเครื่องถ้วยลายน้ำทองเข้ามาใช้ นอกจากลายไทยที่เคยใช้แล้ว ในสมัยนี้ยังมีลายประดิษฐ์ใหม่ เช่น ลายกุหลาบและใช้ลายแบบจีน เช่น ลายดอกเบญจมาศ ดอกพุดตานลายนกกับดอกไม้เราจะพบว่าเครื่องถ้วยลายน้ำทองที่สั่งออกแบบในสมัยนี้เป็นการเพิ่มสีทองขึ้นจากสีเบญจรงค์ที่นิยมใช้อยู่สีหนึ่งโดยใช้สีพื้นเป็นสีทอง(ทองคำ) หรือแต้มสีทองระหว่างสีเบญจรงค์หรือตัดเส้นสีทอง การเขียนสีทองจะเขียนภายหลังสีเบญจรงค์ เพราะ สีทองใช้อุณหภูมิต่ำกว่า สีเบญจรงค์ใช้อุณหภูมิระหว่าง 750-850 องศาเซลเซียส ส่วนสีทองใช้ 700-800 องศาเซลเซียส ดังนั้นเครื่องถ้วยลายน้ำทองที่คุณภาพดี มีทองติดชัด จึงควรจะเป็นการลงสีทองภายหลังสีเคลือบลงยาเบญจรงค์ (การใช้ทองคำ เป็นสีลงบนเครื่องถ้วยชามเดิมทำขึ้นในตะวันออกกลาง ต่อมาจีนนำมาใช้และนิยมใช้มากในรัชกาลพระเจ้าเชียนหลง และพระเจ้า เจียจิง สมัยราชวงศ์ชิง โดยใช้สีทองเป็นสีพื้น ดังนั้น ในรัชกาลที่ 2 จึงสั่งทำเข้ามาใช้ในราชสำนักได้โดยสะดวกเพราะจีนกำลัง นิยมทำอยู่แล้ว)
เครื่องถ้วยลายน้ำทองมีทั้งลายไทยและลายจีนที่เป็นลายไทยไม่ใช่ลายเทพนมอย่างเบญจรงค์ แต่จะเป็นลายไทยที่ไม่มี ภาพส่วนใหญ่จะเป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่ง ลายก้านต่อดอก ลายกุหลาบ ลายกลีบบัว ลายใบเทศ ลายดอกไม้ ฯลฯ ที่เป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ก้านแย่ง มักเรียกเป็นสามัญว่า “ลายผ้ายก” เพราะคล้ายผ้ายกทอง และลายจีน ได้แก่ ลายดอกไม้สี่ฤดู ผีเสื้อค้างคาว แมลงปอ ดอกพุดตาน เป็นต้น
เมื่อสิ้นสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่2) ตรงกับจีนในรัชสมัยของพระเจ้าเต้ากวง (พ.ศ. 2364-2393)ซึ่งเป็นยุคที่คุณภาพการผลิตเครื่องถ้วยของจีนเสื่อมลง จึงทำให้ไทยสั่งถ้วยชามเบญจรงค์และลายน้ำทองน้อยลง
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) พ.ศ. 2367-2394 ถือเป็นยุคศิลปะจีนเฟื่องฟู เรามักจะ พบเห็นศิลปะจีนอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ตามสิ่งก่อสร้าง วัดทั่วๆ ไป มีการใช้ถ้วยชามและเศษชิ้นส่วนถ้วยชาม มาประดับ ตกแต่งอาคารศาสนสถานทั่วไปที่สร้างในรัชสมัยนี้ ถึงแม้ว่าเครื่องถ้วยที่ทำในประเทศจีนจะไม่ค่อยมีคุณภาพ แต่ก็ยังมีการ สั่งเข้ามาใช้(ปรากฎหลักฐานในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ว่ามีชามฝาเทพนมครุฑ พื้นขาว มีเครื่องหมายรัชกาลพระเจ้า เต้ากวงซึ่งเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่ช่วยในการศึกษารูปแบบและลวดลายเครื่องถ้วย เบญจรงค์ในรัชกาลนี้ที่จัดว่ามีคุณภาพ สูง แต่แปลกไปจากเดิม คือ ลงยาลวดลายบนพื้นขาว ไม่มีลงยาพื้นหลัง)เครื่องเบญจรงค์ที่เป็นลวดลายอิทธิพลจีน เช่น นก ดอกไม้ กระรอก อาจจะเข้ามาในรัชสมัยนี้ นอกจากนี้ยังมีของใช้ประเภทโถที่เนื้อกระเบื้องคุณภาพต่ำเข้าใจกันว่า จะสั่งเข้ามาในช่วงนี้ด้วย
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ความนิยมในเครื่องถ้วยเบญจรงค์เริ่มลดลง (ได้มีการ เปลี่ยนแปลงการสั่งเครื่องกระเบื้องจากประเทศจีนโดยห้างต่าง ๆ เป็นผู้สั่งเข้ามา เช่น พระยาโชฎึกฯ (จีนพุก) ใช้ยี่ห้อ กิมตึ๋งฮกกี่ พระยาพิศาลมานิจ (ชื่น) ใช้ยี่ห้อโปจู และจีนสุ่น เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นภาชนะเพื่อการใช้งาน) อันเป็นผลมาจาก การเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศตะวันตก มีพ่อค้าชาวยุโรปนำสินค้าและเครื่องถ้วย ชามเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ประกอบกับเกิดการกบฏขึ้นในประเทศจีน เตาเผาเครื่องถ้วยชามที่จิงเต๋อเจิ้น ถูกเผาทำลาย จึงหยุดผลิตเครื่องเบญจรงค์ โดยปริยาย ไทยจึงนำเข้าเครื่องลายครามลวดลายไทย ซึ่งทำจากเตาหัวเมืองต่าง ๆ มาใช้และปรากฎมีชามลายคราม ที่เขียนทองทับลงไปใช้ในสมัยนั้นด้วย ลายที่นิยม ได้แก่ ลายบัวบาน หรือกลีบบัว และลายพรรณพฤกษา
เตาเผาเครื่องถ้วยชามของจีนได้เปิดผลิตใหม่ในสมัยพระเจ้ากวางสู (พ.ศ.2418-2451) ซึ่งตรงกับสมัย พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ไทยจึงสั่งเบญจรงค์เข้ามาใช้อีกสมัยนี้ ซึ่งมักเป็นชามเบญจรงค์พื้นดำ และสีลงยาอ่อน ๆ สีต่าง ๆ เช่น ชมพูอมม่วงอ่อน ลวดลายใหญ่ ๆ ไม่ละเอียดประณีตอย่างสมัยรัตนโกสินทร์มีโถใหญ่ ๆ เข้ามาใช้ และในสมัยนี้มีการสั่งเครื่องถ้วยลายน้ำทองเข้ามาใช้และยังคงมีการใช้ทับสีทองบนลายครามอยู่
ในยุคนี้ถือเป็นยุคสุดท้ายของเครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทอง แต่มีการตั้งเตาเผาในพระราชวังบวรสถานมงคล กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ วังหน้าในรัชกาลที่ 5 ทรงสนพระทัยงานศิลป์ และทรงประดิษฐ์สร้าง สรรค์งานศิลป์หลายอย่าง เช่น หุ่นไทย หุ่นจีน และทรงทำเครื่องถ้วยเขียนขึ้นในพระราชวังบวร โดยสั่งซื้อเครื่องถ้วยสีขาวจากต่างประเทศมาเขียนสี และเผาเองเขียนภาพสีเป็นเรื่องรามเกียรติ์ พระอภัยมณี เป็นชามฝา และ กระโถนค่อม สำหรับกระโถนค่อมเขียนภาพ เรื่องรามเกียรติ์ตอนต่าง ๆ เป็นภาพสีสอดเส้นทอง ทรงทำประทานเจ้านายมีจำนวนไม่มากนัก
ประเภทของเบญจรงค์ที่ผลิต โถเบญจรงค์เขียนลาย อาจจะเป็นยุคแรกที่เข้ามาในประเทศไทย ลวดลายแบบก้านแย่ง พื้นสีเหลือง รูปทรงเตี้ย ปากกว้างผายออก ก้านแย่งสีเขียว ประกอบดอกใบ ปากขอบบนสีน้ำตาลแดง ขอบล่าง 2 ชั้น สีน้ำเงินกับสีน้ำตาลแดง ลายปากขอบ เป็นลายกระจัง ตัดเส้นด้วยสีดำ
ชามทรงบัวเบญจรงค์ เป็นผลิตภัณฑ์เนื้อดินสีขาวพอร์ซเลน รูปทรงปากกว้างก้นลึกยกขาสูง ตกแต่งด้วยลายเทพนม ด้วยเส้น สีแดงและสลับ ลวดลายด้วยดอกไม้สีแดง ใบสีเขียวพื้นสีเหลือง จัดเป็นเบญจรงค์ยุคแรก ๆ ที่สั่งทำจากจีนโบราณพุทธศตวรรษที่ 23
ตลับสูงพร้อมฝาเบญจรงค์ เป็นตลับทรงหกเหลี่ยม มีฝาจุกทำเป็นรูปสิงโตเขียนลวดลาย ก้านต่อดอกในช่องกระจกรูปกลีบบัว พื้นสีเขียว ปากขอบ และฝาขอบ ห้ามด้วยโลหะทองแดงเป็นผลิตภัณฑ์ชุดแรก ๆ ดอกไม้สีชมพูและสีเหลือง ตัดเส้นด้วยสีดำราวพุทธศตวรรษที่ 23-24
ชามทรงบัวเบญจรงค์ เป็นชามทรงปากผายก้นลึก มีฝาจุก ยอดฉัตร สองชั้น ชั้นเดียว มีทั้งจุกแหลมและจุกกลมแบนตกแต่งด้วยลายเทพนม สลับลายนรสิงห์ด้วยสีเหลือง สีน้ำตาลแดงพื้นสีดำมีลายเปลวไฟประกอบ ในราวพุทธศตวรรษที่ 24
ชามทรงมะนาวตัดเบญจรงค์ เป็นชามปากกว้าง ก้นลึก ยกขาสูง ตกแต่งด้วยลายสิงหะคาละ พื้นสีเขียวอ่อน ปากขอบตีเส้นสีน้ำตาลแดง ลายกระจัง ตัดด้วยเส้นสีดำ เป็นผลิตภัณฑ์ในสมัยรัตนโกสินทร์
กาน้ำเบญจรงค์ เป็นกาน้ำมีฝาครอบจุกกลม ตัวกากว้าง ฐานเล็กเขียนลายเทพนม นรสิงห์ นางมัจฉา สลับด้วยลายเปลวพื้นสีเหลือง ฝาสีเหลือง ปากไหล่ทาสีฟ้า เข้าใจว่าทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์
ชามทรงบัวพร้อมฝาเบญจรงค์ รูปทรงปากผาย ฝาจุกเป็นวงกลุม เขียนลายก้านแย่ง พื้นสีชมพู ขอบสีฟ้า เขียนลายดอกไม้สีเหลือง ก้านใบสีเขียว ทำในสมัยต้นรัตนโกสินทร์
โถทรงมัณฑ์เบญจรงค์ เป็นโถทรงผี มีฝาแบบยอดฉัตร 2 ชั้น จุดปลายตัดเขียนลายพันธุ์ไม้ดอก พื้นสีน้ำตาลแดง ตัวโถปากมีขอบลาย 2 ชั้น สีเหลืองกับสีฟ้าตัวฝาขอบมีลวดลายเช่นกัน พื้นสีฟ้าทำในสมัยรัตนโกสินทร์
ชามทรงบัว พร้อมด้วยฝาน้ำลายทอง เป็นชามปากกว้าง ก้นลึกเขียนลวดลายเป็นก้านต่อดอกสีลมพูอยู่ภายในมีช่องกระจกรูปกลีบบัว ขอบสีทอง ขอบปากฝา เขียนลายข้าวหลามตัด สลับลายจุดฝาหุ้มด้วยโลหะทองแดง สวยงามมากอีกแบบหนึ่ง ทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4
โถทรงโกศ รูปทรงสูงพร้อมฝา แบบยอดฉัตร 2 ชั้น จุดปลายตัด ตกแต่งลวดลายก้านต่อดอก หรือเรียกว่าลายดอกไม้หิมพานต์ ดอกสีแดงก้านสีเขียว ลงพื้นสีน้ำเงินเข้ม ปากขอบสีน้ำตาลแดง มีลวดลาย สั่งทำจากประเทศจีนอยู่ในระหว่าง สมัยตอนต้นของสมัยรัตนโกสินทร์
ชามเบญจรงค์ รูปทรงปากผาย ก้นลึก เขียนลายพุ่มข้าวบิณฑ์ พื้นขาว ดอกไม้สีแดง ขอบก้นสีเหลือง สั่งทำจากประเทศจีน ในสมัย พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เส้นผ่าศูนย์กลาง 22 เซนติเมตร
ชามฝาลายน้ำทอง ตกแต่งลายเทพนมอยู่ในกรอบพื้นสีดำ ทำให้เห็นลวดลายเด่นชัด ปากขอบและฝาขอบจะตีเส้น เขียนลวด ลายกลมกลืนกัน อย่างสวยงาม เครื่องประดับลายเทพนมใช้สีน้ำตาลแดง สั่งทำจากประเทศจีนในสมัยรัตนโกสินทร์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 22 เซนติเมตร
ชามลายฝาน้ำทอง ลายดอกเบญจมาศ ลงพื้นสีทองทั้งใบ ได้รับการยกย่องว่ามีฝีมือสูง มีคุณค่าในเชิงศิลปะ การระบายสีดอก มีลักษณะ สีอ่อนแก่ ทำให้เหมือนธรรมชาติ มีสีชมพู สีฟ้าอ่อน ใบสีเขียว มีลักษณะอ่อนแก่ ตัดเส้นด้วยสีดำ เป็นลายแบบธรรมชาติ เส้นผ่าศูนย์กลาง 12 เซนติเมตร
ชามฝาลายน้ำทอง ตกแต่งด้วยภาพไทยเป็นช่วง ๆ เรียกว่าลายครุฑจับนาค สั่งทำจากประเทศจีน สมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ขอบชามและ ฝาชามจะใช้โลหะทองแดงหุ้มปากขอบ ลวดลายระหว่างภาพเป็นลายประดิษฐ์ด้วยสีเขียวตัดเส้นด้วยสีดำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 22 เซนติเมตร
ชามฝาลายน้ำทอง รูปทรงค่อนข้างสูง เขียนลายเรียกว่า ลายเกล็ดเต่า สั่งทำจากประเทศจีนออกแบบจากไทย ภายในเกล็ดเต่าจะเป็นดอกไม้ ประดิษฐ์สีน้ำตาลแดง มีก้านสีขาว ทำให้เห็นลวดลายเด่นชัด เส้นผ่าศูนย์กลาง 14 เซนติเมตร
ชามฝาเบญจรงค์ ลายนกไม้ ลวดลายที่ใช้ตกแต่ง มีภาพนกและดอกไม้เขียนตกแต่งรอบทั้งใบ พื้นเป็นสีขาว ดอกไม้สีเหลือง สีชมพู สีออกม่วง ๆ ตัดเส้นด้วยสีดำ ปากขอบ ฝาขอบ หุ้มด้วยโลหะทองแดง ลวดลายที่เขียนปากขอบทั้งฝาและตัวจะแบ่ง ด้วยลวดลาย แตกต่างกัน ทำให้กลมกลืนและสวยงาม เส้นผ่าศูนย์กลาง 22 เซนติเมตร
ชามลายน้ำทอง ลายนกไม้ ลงพื้นสีทองทั้งใบ สั่งทำจากประเทศจีน สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ดอกไม้สีชมพูและสีฟ้า มีลักษณะสีอ่อนแก่ ตัดเส้นด้วยสี ประกอบด้วยใบไม้และนก เขียนลายเป็นช่วง ๆ ไม่ผูกเป็นลายติดกันกับปากขอบเป็นสีเขียวโดยรอบ และหุ้มด้วยโลหะ ทองแดง เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร
ชามฝาเบญจรงค์ ลายก้านขด ประกอบด้วยภาพหนุมานในช่องกระจกพื้นขาวสั่งทำจากประเทศจีน สมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปากขอบและฝาขอบ จะตีเส้นคู่ ลงสีเขียวและสีน้ำตาลแดงเขียนลวดลายแตกต่างกันไป ภาชนะนี้จะหุ้มปากขอบฝาด้วยโลหะทองแดง เส้นผ่าศูนย์กลาง 12 เซนติเมตร
ชามฝาเบญจรงค์ ลายก้านขด ตัดเส้นด้วยสีขาวและสีดำ มีภาพประกอบมัจฉานุและนางสุพรรณมัจฉา เขียนลายทั้งภายในและภายนอก สั่งทำจาก ประเทศจีน สมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปากขอบทั้งตัวและฝาใช้สีเขียวประดับลวดลาย พื้นลายสีเหลืองเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 เซนติเมตร
ชามลายน้ำทอง ลายวิชาเยนทร์ ผูกลายอิทธิพลตะวันตก ฝีมือประณีต ปากขอบและฝาขอบตีเส้นคู่ ลงพื้นด้วยสีดำและสีฟ้า ลวดลายดอกไม้ประดิษฐ์ ลายรอบตัวและฝาชามลงพื้นด้วยสีดำเช่นกัน เป็นสิ่งที่สั่งทำจากประเทศจีน ออกแบบลวดลายจากประเทศไทยสมัย รัตนโกสินทร์ เส้นผ่าศูนย์กลาง19 เซนติเมตร
ชามฝาลายน้ำทอง ลายเทพชุมนุม ออกแบบลวดลายจากไทย พื้นสีน้ำเงินเข้ม ปากขอบทั้งตัวและฝาจะตีขอบลงพื้นสีน้ำเงินและสีทอง ทำให้สวยงาม เด่นชัดมาก มีประมาณไม่เกิน 10 ใบในประเทศไทย เส้นผ่าศูนย์กลาง 22.5 เซนติเมตร
ชามลายน้ำทอง ลายนกไม้ พื้นสีทอง ภายในเคลือบสีเขียวอมสีฟ้า (ไข่นกการเวก) นิยมเรียกว่าชามเจ้าตาก มีอักษรภาษาจีน ระบุทำใน สมัยราชวงศ์ เช้งตรงกับสมัยพระพุทธยอดฟ้า ลายดอกไม้เป็นเชิงประดิษฐ์ สีชมพู สีฟ้า มีนกและใบไม้ ตัดเส้นด้วยสีดำปากขอบ มีลวดลาย 2 ชั้น ใช้สีเข้ม ปากขอบหุ้มด้วยโลหะ ชามลายน้ำทอง เรียกลายนี้ว่าลายเยียรบับ สั่งทำจากประเทศจีนออกแบบ ลวดลายจากประเทศไทย เป็นของล้ำค่า หาดูได้ยากยิ่ง ทั้งตัวและฝาจะแบ่งลายเขียนเป็น 4 ช่อง (ช่องกระจก) ระหว่างช่อง จะเป็นลายดอกไม้ ใบไม้ทั่วทั้งใบ ดอกไม้จะให้สีน้ำเงินและสีเหลืองแดงสลับกันไป ส่วนตัวลายเยียรบับจะใช้ สีทอง ลงพื้นด้วยสีน้ำตาลแดง เส้นผ่าศูนย์กลาง 25 เซนติเมตรชามฝาลายน้ำทอง ลายนกดอกไม้ บนน้ำทอง แบ่งขอบลายลงพื้นทองเช่นเดียวกัน ดอกไม้สีชมพูและฟ้าสลับกันทั่ว ๆ ไป ตัดเส้นด้วยสีดำ
เบญจรงค์ เป็นโถมีฝา รูปทรงวงรี ตัวโถออกแบบให้มีขาประกอบอยู่ในตัว แบ่งตัวโถเป็นกลีบ ส่วนฝาโถออกแบบเป็นจุดคล้ายหัวแหวนลดหลั่นเป็นชั้น ๆ มีจุดแหลมปลายยอด มีการตกแต่งลวดลายเป็นภาพนกไม้อยู่ในแนวตั้ง การตกแต่งในแบบแฟมิลลิแวร์ต (FAMILLE VERTE)หมายถึง การตกแต่งผลิตภัณฑ์ที่เรียกกันว่า พวกตระกูลเขียว ส่วนใหญ่จะเขียนเป็นสีเขียวเข้ม มีสีแดง สีอ่อนบาง ๆ เป็นสีเด่นความสูงประมาณ 28.2 เซนติเมตร ทำในสมัยตอนต้นของยุครัตนโกสินทร์
ถ้วยเบญจรงค์ เป็นโถทรงปากฝาย ปากขอบเน้นเส้นหนากลม เป็นแบบที่รับการยกย่องว่าสวยงามอีกแบบหนึ่ง ภายในเคลือบสีเขียวอมฟ้า มีการตกแต่ง ลวดลายทั้งใบ มีภาพเทพนมอยู่ในกรอบ (ช่องกระจก) และมีภาพนรสิงห์สลับกันไป ระหว่างภาพทั้งสองจะมีลายเปลว เขียนเต็มพื้นถ้วยลงพื้นด้วยสีดำเว้นจังหวะช่องไฟโต้สวยงามมาก ปากขอบถ้วยและก้นถ้วย จะตีเส้นแบ่งลาย ลบพื้นลายด้วย สีแดงน้ำตาล เป็นชามเบญจรงค์ที่มีมาในสมัยตอนปลายของอยุธยา มีความกว้าง ประมาณ 17.9 เซนติเมตร
โถลายเบญจรงค์ลายน้ำทอง รูปทรงกลม มีฝาประกอบแบ่งเป็นชั้น ๆ ปลายแหลมตัดรูปทรงคล้ายดอกบัว มีการตกแต่งลวดลายรอบตัวโถและฝา เป็นลายในแนวตั้ง เป็นดอกไม้และใบไม้ประกอบกันมีสีแดง เหลือง ฟ้า และสีเขียวสลับกัน ลงพื้นด้วยสีทองมีมา ตั้งแต่สมัยตอนปลายอยุธยา
ถ้วยเบญจรงค์เป็นโถทรงกล ปากกว้าง มีฐานรองรับไปในตัว ปากถ้วยจะออกแบบทรงกลม มีลักษณะเป็นหยัก รอบตัวถ้วยตกแต่ง ด้วยลายดอกไม้ ในแนวตั้ง ลงพื้นสีน้ำตาลแดง มีการตกแต่งแบบแฟมิลล์โรส (FAMILLE ROSE) หมายถึง การลงสีลวดลายแบบอ่อนแก่ โดยใช้สีขาวผสม ได้รับอิทธิพลยุโรปสวยงามมาก
ลวดลายและรูปแบบ ผลิตภัณฑ์เบญจรงค์และลายน้ำทองที่ได้ทำกันมาเป็นระยะเวลานาน (200 กว่าปี) ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายจนถึง สมัยรัตนโกสินทร์ จากการศึกษาและค้นคว้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เผาอุณหภูมิสูง มีคุณภาพดี มีทั้งชนิดสโตนแวร์และพอร์ซเลน เคลือบสีขาว มีรูปทรงมากมายหลายแบบ และขนาดแตกต่างกันไป ดังนี้
รูปทรงของผลิตภัณฑ์ ภาชนะส่วนใหญ่จะออกแบบเป็นภาชนะเครื่องใช้สอย มีปากกว้าง มีทั้งชนิดมีฝาและไม่มีฝาประกอบรูป ทรงภาชนะ มีลักษณะโค้งผายออก เข้าใจว่าการขึ้นรูปด้วยวิธีแป้นหมุน (THROWING METHOD) และแบบหล่อ (SLIP CASTINS) ได้แก่ ชามทรงบัว, โถชนิดไม่มีฝา, ตลับทรงสูง, กาน้ำ, ชามมะนาวตัด, กระโถนถ้วยชา, พาน, โถปริก, โถทรงมะเฟือง, กระปุก
ลวดลายที่ใช้แต่งบนผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่จะใช้ตกแต่งผลิตภัณฑ์ภายนอก แต่บางแบบมีการตกแต่งภายในบ้าง ลวดลายที่นิยมมากคือ ลายก้านแย่ง, ลายพรรณพฤกษา, ลายเปลว, ลายสิงหะคาละ, ลายก้านต่อดอก, ลายพุ่มข้าวบิณฑ์, ลายเกล็ดเต่า, ลายวิชาเยนทร์, ลายเยียรบับ,ลายนกไม้พื้นทอง (ชามเจ้าตาก), ลายครุฑนาค, ลายเทพชุมนุมดำ, ลายก้านต่อดอก, ลายดอกเบญจมาศ พื้นทอง, ลายก้านขด,ลายดอกไม้พื้นขาวลายจีน, ลายดอกไม้สี่ฤดู, รูปสัตว์ เช่น ผีเสื้อ ค้างคาว แมลงปอ, ลายดอกพุดตาน
ภาพประกอบลาย ภาพเทพนม, ภาพนรสิงห์, ภาพหนุมาน, ภาพมัจฉานุ และนางสุพรรณมัจฉา, ภาพนก, ภาพเรื่องลักษณาวงศ์, ภาพดอกไม้ ประกอบลาย, ดอกเบญจมาศ, ดอกไม้ประดิษฐ์, ดอกพุดตาน, ดอกกุหลาบ
ช่องกระจก หมายถึงการแบ่งช่องในผลิตภัณฑ์ที่จะตกแต่งอาจจะแบ่งเป็น 3 ช่อง 4 ช่อง หรือหลายช่องแล้วแต่ความ สวยงามและ เหมาะสม มีลักษณะแตกต่างกัน เช่น ช่องกระจกแบบกลีบบัว, ช่องกระจกแบบวงรี, ช่องกระจกแบบวงกลม, ช่องกระจก แบบใบโพธิ์, ช่องกระจกแบบกระจัง
ลายปากขอบ (เข็มขัด) หมายถึงเขียนลายที่แตกต่างไปจากตัวแบบนิยมเขียนลายตกแต่งที่ปากขอบ ฝาขอบ และส่วนล่างของผลิตภัณฑ์ ทำให้ ผลิตภัณฑ์มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นลักษณะของลวดลายปากขอบ ได้แก่ แบบตีเส้นคู่ซ้อนกันสองชั้นเขียนลาย, แบบตีเส้น คู่ชั้นเดียวเขียนลาย, เขียนลวดลายแตกต่างกัน, ตีเส้นทึบขนาดกว้างโดบใช้สีเข้มกว่าพื้นลาย
ฝาผลิตภัณฑ์ หมายถึงภาชนะต่าง ๆ ที่มีฝาประกอบ ออกแบบรับรูปทรงได้อย่างกลมกลืน ซึ่งมีลักษณะต่างๆ กัน เช่น ฝาโค้งเป็นจุก ยอดแหลมปลายตัด, ฝาโค้งยอดฉัตรหลายชั้น จุกยอดแหลม, ฝาโค้งมีจุกแบบกลม, ฝาโค้งจุกกลมเป็นวงแหวน (ใช้ภาชนะถ้วยชาม)
สีที่ใช้ตกแต่งบนเคลือบ สีน้ำตาลแดง, สีน้ำเงินเข้ม, สีน้ำเงินอ่อน, สีเหลือง, สีเขียวอ่อน, สีเขียวแก่, สีน้ำเงิน, สีทอง (LIQUID GOLD)
ลักษณะแบบที่ใช้ตกแต่งลาย เขียนลายโดยไม่ลงสีพื้น, เขียนลายลงสีพื้น (ถ้าลายสีอ่อน พื้นสีเข้ม ถ้าลายเข้ม พื้นสีอ่อน), เขียนลายลง สีตัดเส้นด้วยสีดำ
การตกแต่งลวดลายแบบคอยโซเนย์ เอนนามิล (CLOISONNE ENAMEL) เป็นวิธีการตกแต่งผลิตภัณฑ์บนเคลือบอีกแบบหนึ่งของจีน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ลักษณะของการตกแต่ง คือการเขียนเน้นเส้นสาย หรือกรอบลาย โดยใช้สีเข้ม แล้วระบายสีในขอบเขตของภาพและลวดลาย
การตกแต่งลวดลายแบบแฟมิลล์โรส (FAMELLE ROSE) เป็นวิธีตกแต่งผลิตภัณฑ์สีบนเคลือบ ที่ใช้สีให้เกิดความอ่อนแก่ของสี (VALUE) เป็นหลัก ในโครงการระบายสี เปรียบเสมือนการระบายสีแบบสีน้ำ (WATER COLOR) แต่วิธีการของแฟมิลล์โรส ใช้สีขาวบนเคลือบ นำไปผสมสีต่าง ๆ ให้เกิดความอ่อนแก่ แล้วนำไปตกแต่งบนผลิตภัณฑ์ ทำให้มีความกลมกลืน มีความสวยงาม มากอีกแบบหนึ่ง
ถ้วยชามจากยุโรปและถ้วยชามที่ผลิตภายในประเทศเริ่มกลายเป็นภาชนะที่นิยมใช้แทนถ้วยชามที่นำเข้าจากจีน ในขณะที่ ถ้วยชามจีนและเครื่องถ้วยเบญจรงค์เลื่อนขั้นเป็นภาชนะควรค่าแก่การจัดเก็บ โดยมีการประกวด เครื่องถ้วยลายคราม และเริ่มมีการสะสมกันมากขึ้น
ในปัจจุบันเครื่องถ้วยเบญจรงค์ยังคงได้รับความนิยมจากผู้ใช้ ที่นิยมซื้อเพื่อการจัดเก็บเป็นของขวัญของชำร่วย และของ ที่ระลึกแก่แขกบ้านแขกเมือง ถึงขั้นผลิตเครื่องถ้วยเบญจรงค์เป็นหัตถอุตสาหกรรม มีการออกแบบ ลวดลายต่าง ๆ เพิ่มขึ้น อย่างมากมาย(นิยมสลักชื่อผู้สั่งไว้ที่ก้นชาม) และใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยในการเขียนลวดลายทำให้คุณภาพ ของผลิตภัณฑ์ดียิ่งขึ้น
จึงนับได้ว่าเครื่องถ้วยเบญจรงค์ได้ช่วยสืบสานประเพณีความเป็นไทย ถ่ายทอดความเป็นอยู่เป็นศิลปวัตถุที่ได้รับการยกย่อง และชื่นชอบสำหรับนักสะสมชาวไทยที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์สมกับที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทย
